วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2562

ทำดีต้องได้ดี! 

เศรษฐีซึ้งใจคุณยายแบกของช่วยผู้ประสบภัย ประกาศดูแลตลอดชีวิต

                   เศรษฐีซึ้งใจคุณยาย แบกของช่วยผู้ประสบภัย ประกาศดูแลตลอดชีวิต

                   เศรษฐีซึ้งใจคุณยาย – วันที่ 29 มี.ค. ซีเอ็นเอ็น รายงานเรื่องราวประทับใจท่ามกลางภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งร้ายแรงจากพายุไซโคลนอิดาอีถล่มซิมบับเวและชาติเพื่อนบ้าน มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 ศพ เมื่อคุณยายวัย 71 ปี ชาวซิมบับเว ชาติทางภาคตะวันออกของทวีปแอฟริกา แสดงน้ำใจช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก ด้วยการเดินเท้าเปล่าแบกข้าวของแจกจ่ายไปให้ผู้ประสบภัยพิบัติ
                      นางพลักซีดส์ ดีลอน เทินกระสอบทรายซึ่งเต็มไปด้วยเสื้อผ้าและของใช้ในครัวเรือนไว้บนศีรษะ เดินเป็นระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตร

เศรษฐีซึ้งใจคุณยาย

                       ภาพนี้เผยแพร่ในโซเชี่ยลมีเดีย จนชาวซิมบับเวต่างสรรเสริญยกย่อง รวมทั้ง นายสตรีฟ มาซียีวา ผู้บริหารบริษัทโทรคมนาคม มหาเศรษฐีชาวซิมบับเว ที่ประกาศจะสร้างบ้านให้นางดีลอนทุกที่ทั่วประเทศตามต้องการ และให้คำมั่นว่าจะให้เงินเดือนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 30,000 บาท จนตลอดชีวิต


                   เด็กๆ ในพื้นที่ประสบภัยรุมกินข้าวที่ยังติดก้นหม้อ ที่เมืองเบรา  (AP Photo/Themba Hadebe)
                    “สิ่งที่เธอทำเป็นการกระทำด้วยความเมตตาอย่างน่าทึ่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิตนี้ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ผมจะตามหาและเชิญเธอมาพบผมถ้าเป็นไปได้ และให้พรเธอ” นายมาซียีวากล่าว
                    ขณะที่คุณยายดีลอนเผยว่า เสื้อผ้าที่แจกผู้รอดชีวิตส่วนหนึ่งเป็นของตนที่ขายเพื่อเลี้ยงชีพ เมื่อได้ยินข่าวภัยพิบัติทางวิทยุจึงนำออกไปแจกจ่ายในเช้าวันถัดมา
ขอบคุณ link  ข่าว https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_2361732

รอบนี้หนักแน่! 

เตือนพายุฤดูร้อนถล่ม 49 จว. 

ภาคเหนือลุ้นช่วยลดฝุ่นพิษกระจาย


              กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ พายุฤดูร้อน บริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 3 เม.ย.2562) ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 31 มี.ค.2562

                      ระบุว่า ในช่วงวันที่ 31 มี.ค. – 3 เม.ย.2562 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงมีฟ้าผ่า จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย
                     โดยผลกระทบตามภาคต่าง ๆ มีดังนี้
ในวันที่ 31 มีนาคม 2562
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
                     ในช่วงวันที่ 1-2 เมษายน 2562
ภาคเหนือ จังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ภาคกลาง จังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
                     ในวันที่ 3 เมษายน 2562
ภาคเหนือ จังหวัดน่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร
ภาคกลาง จังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ภาคตะวันออก จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี
                     ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศเวียดนามและลาวตอนบนแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในคืนนี้ (31 มีนาคม 2562) และจะปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ จนถึงวันที่ 3 เมษายน 2562 ในขณะที่บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด
ขอบคุณ link ข่าว https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_2367871

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562

เพื่อนส่งมาจาก USA

     จุดจบประเทศไทย ...... 
เรื่องนี้"คนไทยทุกคน"ควรที่จะได้รู้ ..... 
ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้มีเกิด มีดับ ตลอดเวลา ..... 

                         สืบเนื่องจากการบรรยายของคุณนิติภูมิ ซึ่งเป็นสื่อมวลชน จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอสโค ซึ่งเป็นสถาบันที่
สตาลินสร้างขึ้นเพื่อสร้างภูมิปัญญาหวังครองโลกในสมัยหนึ่ง 

                        เมื่อหลายปีก่อนคุณนิติภูมิ ได้ทำนายไว้ว่า ประเทศอินโดนีเชียจะแตกเป็น 6-14 ประเทศ ซึ่งในตอนนั้น นักรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หัวเราะจนฟันกระเด็น 

                        แต่ต่อมาพอปี 2542 เหตุการณ์เริ่มเป็นจริง ! ประเทศอินโดฯได้เริ่มแตกเป็น ติมอร์ และตอนนี้ก็กำลังจะเกิดประเทศ อาเจะ และอีกหลายประเทศ ที่จะเกิดตามมา 

                        ในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ที่ผ่านมาที่งานคนดีศรีสังคม ณ หอประชุมวัฒนธรรมฯ 

                         คุณนิติภูมิได้บรรยายว่า "ประเทศไทย"จะต้องแตกเป็นประเทศใหม่อีก 4 - 6 ประเทศ แน่นอน ! 

                          ทั้งนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ โดยสถานการณ์จะเริ่มชัดขึ้นในปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ข้อตกลง GATTs จะเริ่มมีผลสมบูรณ์   "การค้าเสรี"จะมีผลสมบูรณ์ 

                          สินค้าเกษตรต่าง ๆ จากต่างประเทศจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมหาศาล 

                           ในขณะที่เกษตรกรของไทยจะไม่กินสินค้าเกษตรของไทยด้วยกัน และสินค้าเกษตรของไทยก็จะขายไม่ออกเนื่องจากมีต้นทุนที่สูงกว่าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ประกอบกับการที่การพัฒนาการเกษตรของไทยได้พัฒนาอย่างผิดทิศทาง เป็นการพัฒนาแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้คนปลูกลำใยไทยก็จะปลูกแต่ลำใย 
                         จะกินข้าวก็ต้องซื้อข้าวเวียดนามมากิน คนปลูกข้าวไทยก็ต้องไปซื้อหอมกระเทียมจากจีนมากิน 
                          คนปลูกหอม กระเทียมจะไม่ซื้อลำใยจากไทยแต่จะไปซื้อจากเกาหลีมากิน 
                         เป็นวงจรอย่างนี้ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายไม่ได้ เพราะแม้แต่เกษตรกรไทยด้วยกันก็ยังไม่ซื้อของเกษตรไทยด้วยกันมากิน
                         เนื่องจาก สินค้าของต่างประเทศมีต้นทุนถูกกว่า. สินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนที่สูงกว่า เพราะใช้ปัจจัยการผลิตปุ๋ยของต่างประเทศ พันธุ์พืชก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ 

                          เนื่องจากในอีก ไม่ถึง10 ปีข้างหน้าพันธุกรรมท้องถิ่นจะถูกทำลายจาก GMOs และเมื่อเกษตรกรไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ของประเทศอยู่ไม่ได้    "วิกฤต"ที่มหาโหดสุดก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย   "รัฐบาลไทย"จะไม่มีปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้ 
   เพราะมาตรการทางการเงินก็จะใช้ไม่ได้ เนื่องจาก"ธนาคารไทย"กลายเป็นของต่างประเทศหมดแล้ว 
                         ไฟฟ้าก็แพงขึ้น   น้ำมันก็แพงขึ้น โทรศัพท์แพงขึ้นเนื่องจากวิสาหกิจเหล่านี้กลายเป็นของต่างชาติหมดแล้ว 
  เขาสามารถตั้งราคา   ได้ตามใจชอบถ้ารัฐบาลไปขอให้ลดราคาก็จะได้รับคำตอบว่า เขาจะไม่มีกำไร (เช่น สัมปทาน พลังงาน ที่กำลังเป็นอยู่ขนะนี้ )
                         ธุรกิจจะอยู่ได้ด้วยกำไรเท่านั้น   ถ้าเขาไม่มีกำไรเขาก็จะตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดโทรศัพท์   คุณเลือกเอาว่าจะยอมจ่ายในราคาที่แพงหรือว่าจะยอมไม่มีใช้ 

                         ดังนั้น รัฐบาลในอนาคตจะได้แต่นั่งทำตาปริบ ๆ ๆ เมื่อเกษตรกรไทยอยู่ไม่ได้  
                          การขายที่ดินราคาถูก ๆ และจำนวนมหาศาลจะตามมา   "คนที่มีกำลังซื้อก็คือชาวต่างชาติ "
                         ซึ่งปัจจุบันก็ปรากฏแล้วว่าที่ดินบริเวณภาคตะวันออกได้ถูกต่างชาติกว้านซื้อไปเป็นจำนวนมากแล้ว 
เกษตรกรไทยที่ขายที่ดินได้ ก็ไม่สามารถนำเงินที่ได้ไปลงทุนให้เกิดรายได้ได้ (เช่น ภาคกลาง  จ.สุพรรณ  อ่างทอง ชัยนาท อยุธยา ฯ  )
และธุรกิจอื่นได้ตกอยู่ในกำมือของต่างชาติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้าปลีกก็ตกอยู่ในมือของ Lotus, 
                            Carrefour, ธุรกิจอาหารก็ตกอยู่ในมือของ KFC, Pizzahat, McDonal, สิ่งทอเสื้อผ้าก็ของพวกฝรั่งเศส ฯลฯ 

                            ดังนั้น   "เงินตรา"ของไทยก็มีแต่จะถูกดูดออก   เหมือนกับคนที่เลือดไหลไม่หยุด ... 
                           เมื่อคนจนอยู่ไม่ได้ ... รัฐจะอยู่ได้ อย่างไร? (นี่คือโจทย์ ใหญ่ ที่  คสช.พลเอก ประยุทธ ต้องรีบแก้ปัญหาคนจนก่อนฯ)

                          4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเป็นแห่งแรกที่จะขอแยกตัวออกจากประเทศไทย 
                            เนื่องจากความแตกต่างที่เห็นชัดเจนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม 
                            คนไทยภาคใต้จะเห็นด้วยกับการแยกประเทศ เพราะเห็น"ความล้มเหลวของรัฐบาลไทย "     การเมืองไทย การคัดค้านจะน้อยลง การสนับสนุนให้แยกจะทวีความรุนแรงขึ้น 
                            จนรัฐบาลไทยไม่สามารถควบคุมได้ถ้ารัฐบาลใช้กำลังทหาร   ก็จะถูกต่างชาติส่งทหารมาต่อต้านกองทัพไทย 
ซึ่งแน่นอนกองทัพไทยไม่มีปัญญาไปต่อสู้อยู่แล้ว   การแยกตัวจะสำเร็จได้ในไม่นาน 

                          จากนั้น ภาคตะวันออก บริเวณ"จันทบุรี   ตราด   ระยอง   ฉะเชิงเทรา "  จะขอแยกตัวตามมา 
   เนื่องจากที่ดินแถบนั้นกลายเป็นของ"ต่างชาติ"หมดแล้ว 
  เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมของต่างชาติ ทั้งสมุนไพร อาหารต่าง ๆ 
                         เมื่อรัฐบาลไทยเป็นอุปสรรคของต่างชาติ   การขอแยกตัวก็จะทำได้ไม่ยาก     นั่นหมายถึง "การซื้อประเทศไทยคล้ายกับที่สหรัฐอเมริกาซื้อรัฐ Alaska จาก  Russia   ถ้าไทยต่อต้าน เจอทหารต่างชาติแน่ 

                         เรา "คนไทย "จะเตรียมรับมือกับวิกฤติในอนาคตอย่างไร ? 

                            ผมติดตามงานเขียนคุณนิติภูมิ มาหลายปี   และสิ่งที่เขียนในไทยรัฐหน้า 2 เกือบทุกวันนั้น   ไม่น่าเชื่อเลยว่า หนังสือพิมพ์ต่างประเทศจะเอาข้อมูลงานเขียนของนิติภูมิ 
ไปแปลลงหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ในการวิเคราะห์ 
บ่อยครั้งที่นิติภูมิ มองธุรกิจการเมือง สังคมไปพร้อมกัน 
รวมทั้งประวัติศาสตร์เขามองอาเจนติน่า ก่อนล่มสลายทางเศรษฐกิจ 
                            ก่อนล่มจริง ... เขาทำนาย การเกิดสงคราม อเมริกากับอิรัค ข้อคิด รวมทั้งอนาคตชาวเชเชนไว้น่าสนใจ   ผมว่า สิ่งที่เขาพูดเป็นไปได้นิติภูมิ ทำให้ผมต้องกลับมาซื้อของโชห่วยของคนไทย 
  แทนที่ไปเดิน lotus, careflour, เพราะผมบอกแม่บ้านและลูก ๆ ว่า 
เราซื้อของร้านโชห่วย ข้างบ้าน ไม่ต้องไปห้างใหญ่อีกเพราะอะไร 
                            เพราะเราไป คาร์ฟู เงิน 100 บาทที่เราจ่ายไปจะไปสู่ฝรั่งเศส 86 บาท เหลือให้คนไทย 14 บาท  เพราะของต่างชาติเกือบ 100 เปอร์เซนต์ โลตัสเหมือนกัน 

                              นิติภูมิเคยเอาเปอร์เซนต์ที่ต่างชาติถือหุ้นมาลงให้ดู ของ 3 ห้างดัง     ผมตกใจมาก และตัดสินใจซื้อน้ำปลาข้างบ้านตั้งแต่วันนั้น   เพราะว่าต่างชาติถือหุ้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์   แล้วบางห้าง 86 ปอร์เซ็นต์   สอนลูกว่ามันจะแพงกว่าห้าง 3 บาท ก็ซื้อที่นี่มันจะแพงกว่า 5 บาทก็ซื้อที่นี่   เพราะมันจะเป็นภาษีคนไทย กลับมาหาลูกเอง ผมคิดแบบนี้จริง ๆ ๆ   ถ้าซื้อจากห้าง 1,000 บาท   มันไหลไปต่างประเทศ 900 บาท ที่เหลือ 100 บาท 

                          ที่เห็นจ่ายค่ายามเฝ้าห้างไง มองอาเจนติน่าง่ายนิดเดียว   ห้างต่างชาติบุกไปตั้งมากกว่า 400 ห้าง? ทั่วประเทศ 
  คนอาเจนติน่าจึงทำเงินส่ง คาร์ฟู ส่งห้างต่างชาติ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์     เงินคนทั้งชาติของชาวอาเจน จึงไหลไปหมด ในประเทศจึงไม่เหลืออะไร
                        ทางสุดท้ายที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าทำได้   ผมพาลูกผมหัดทานขนมกรอบให้น้อยลง  เลิกกิน kfc และพยายามทานให้ลดลง และจำนวนหน ต่อปีน้อยสุด 

                       ผมอธิบาย วิธี"สิ้นชาติ"แบบทางเศรษฐกิจตั้งแต่เริ่มจนจบให้เด็กที่บ้าน และลูกฟัง   หัดให้ลูกมาทานบัวลอย ขนมชั้น ข้าวเหนียวเปียกแทน ถั่วดำข้าวเหนียว ดีครับ  ได้ผล ... ลูกเปลี่ยนวิธีกิน ... วิธีคิดไปเลย ... เปลี่ยนไปได้มาก 
                        พอเย็นสั่งผมซื้อเต้าส่วนบ้าง ขนมชั้นบ้าง ลูกเดือยบ้าง   ผมพูดนิดนึงที่เขาเข้าใจคือ ผมไปตลาดซื้อไก่ทอดแม่ค้ามา 3 ขาไก่ทอดแบบไทย ๆ   แล้วผมไป kfc ซื้อมา 3 ชิ้น เลือกน่องครับเหมือนกัน ราคาต่างกันลิบเลย 
                           ผมก็อธิบายคำว่า  license ( ค่าลิขสิทธิ์ ) ให้ลูกฟัง 
ผมบอกว่า ซื้อไก่ 35 บาท ค่าไก่ 15 บาท ที่เหลือเป็นค่าลิขสิทธิ์ 
ไก่แม่ค้าที่ถูกเพราะไม่มีค่าลิขสิทธิ ใบตองที่ห่อขนมไทย ไม่มีลิขสิทธิ  มันเป็นวัสดุธรรมชาติ ย่อยสลายได้ไม่ถึง 3 เดือน   
ขนม"ต่างชาติ" ห่อสวย   แพง เพราะยี่ห้อมันมีลิขสิทธิ์ 
เวลามันหล่นที่พื้น ไม่มีคนเก็บมันจะย่อยสลายภายใน 200 ปี 
ผมสอนแบบนี้   ลูกผมเปลี่ยนวัฒนธรรมไปเลย   ผมทำได้และได้ทำแล้ว 

ปล . ใคร่จะขอกรุณาช่วยนำบทความไปเผยแพร่ต่อ จะเป็นพระคุณมากครับ คิดว่า ช่วย กัน
"ชาวไทย พิทักษ์ชาติไทย"  ครับ
   ขอบคุณ ทุกท่าน ที่ "รักชาตินะครับ

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562

การเมืองวันนี้
27 มีนาคม  2562

                ช่วงนี้ไม่มีข่าวอะไรที่เข้มข้นเกินการเมือง  ของประเทศไทย  ซึ่งมีการจัดการเลือกตั้ง  ในวันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม   ผ่านการเลือกตั้งมาได้   น้องกิ๊กก๊อกสุดแสนจะดีใจอย่างที่สุด  ที่จะได้เห็นประชาธิปไตย  และจะรอการแบ่งบานต่อไป   

                 แม้ว่าจะมีปัญหาอย่างมากมาย    แทบจะไม่น่าเชื่อ ..จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ น้องกิ๊กก๊อกได้อ่าน แล้ว  มีเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์หลาย ๆ อย่าง  บางเขต มีคนไปเลือกตั้งถึง 200 %   ...แม่เจ้า... บางเขตก็มีเด็ก คลอดมาได้ 3 เดือนบ้าง  ..บางเขต เด็ก 7 ขวบบ้าง  ...บางเขต ก็มีคนที่ละโลกไปแล้ว มาเลือกตั้งบ้าง ... ซึ่งน้องกิ๊กก๊อกก็ไม่ทราบว่า ความจริงเป็นอย่างไร   อยากให้ กกต  มาเคลียร์ข้อสงสัยต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับประชาชนบ้าง  เพื่อคลายความสงสัย  และยังมีบัตรเสียจำนวนเยอะมาก ๆ  ตรงนี้  น้องกิ๊กก๊อกกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น????   และเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง 

                 น้องกิ๊กก๊อกมีความเห็นว่า ...การจัดการเลือกตั้ง ในครั้งนี้ก็ เพราะต้องการประชาธิปไตยไม่ใช่หรือ  .....เพราะฉะนั้น  สิ่งใดที่สามารถนำประชาธิปไตยมาได้  ก็น่าจะสนับสนุน  เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยกันนะคะ   ผ่านมา 3 วัน  การนับคะแนนก็ค่อนข้างจะลงตัวมากขึ้น    มีการคำนวณคะแนนในระดับ 95 %    ซึ่งพอจะคาดการณ์ และความเป็นไปได้ที่ใกล้เคียงจำนวน  สส. และ ได้ ปาตี้ลิส กี่ท่านในแต่ละพรรค  ..ทำให้แต่ละพรรคได้เตรียมแผนในการเดินหน้า ทำตามนโยบายของพรรค ที่ได้รับปากกับประชาชนไว้   บางพรรคที่คาดว่าตัวเองชนะก็ได้รวบรวมพรรคที่เป็นฝ่ายเดียวกัน  เพื่อจะได้จัดตั้งรัฐบาล


สรุป ผลการเลือกตั้ง อย่างไม่เป็นทางการ


                    วันนี้  (27 มีนาคม) พรรคเพื่อไทย ...ได้แถลงการณ์ในการรวบรวมทีมฝ่ายประชาธิไตย  เกิน 255 เสียง พร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล  (ประมาณการ  รอ กกต.ประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ) 

                    แต่....มีปัญหาตรงที่  ...พรรคพลังประชารัฐ ..ก็คิดว่า ตัวเอง ได้เสียงอันดับหนึ่งเหมือนกัน  ...จึงมีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล   โดยคิดจากคะแนน popular  vote  จำนวนมากกว่า เพื่อไทย ...  ทำให้คนทั้งประเทศ เกิดการสับสน  และสงสัย  ตกลงจะเป็นพรรคไหนจัดตั้งรัฐบาลกันแน่ ??????

                    ตามหลักสากล...ประเทศอื่น ๆ เขาทำกันอย่างไรบ้าง.... ตัวอย่างที่ประเทศสหรัฐ 


                    หากเอาคะแนน poppular vote   HILLARY  CLINTON   ต้องชนะการเลือกตั้งแน่นอน  แต่ความจริง  สส.  ที่ได้รับการคัดเลือก ของ HILLARY  CLINTON  น้อยกว่า ของ DONALD TRUMP  นั่นเอง   DONALD TRUMP  จึงได้จัดตั้งรัฐบาล ดังที่เห็นในปัจจุบันนี้

                      อีกอย่างหนึ่ง  ถ้าเอาคะแนน  poppular vote มาเทียบจะยากตรงที่ว่า ...จำนวนเขตที่พรรคแต่ละพรรคได้ส่ง สส. ไปลงแข่งขันนั้น  มีจำนวนไม่เท่ากัน  เช่น  พลังประชารัฐ ส่ง สส.ไปลง 350 เขต  แต่เพื่อไทยส่ง สส.ไปลงแค่ 250 เขต เท่านั้น ... ความแตกต่างกันใน 100 เขตนั้น  เราไม่สามารถประเมินได้ว่า มีคนชอบเพื่อไทยเท่าไหร่    คุณว่าจริงไหม ????  ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะให้เป็นแบบนี้

                       จึงเป็นข้อกังวลของน้องกิ๊กก๊อก....หากประเทศไทย  ไม่ตั้งมาตรฐานให้ถูกต้อง  แล้วต่อไป จะให้เยาวชนไทยยึดหลักอะไร ???  สงสารเด็กน้อยตาดำ ๆ  ที่ต้องเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า   เขาจะได้มีแบบแผนในการปกครองประเทศชาติบ้านเมือง  ให้เจริญรุ่งเรือง เท่าเทียมทันกับประเทศเพื่อนบ้านบ้าง  เขาไม่มีหลัก เพราะผู้ใหญ่ไม่มีหลักและแบบแผนให้กับเยาวชน

                       กราบวิงวอนผู้ใหญ่ทุก ๆ ท่านค่ะ ....ความคิด  ...คำพูด  ...และการกระทำทุกอย่าง  อยู่ในสายตาของเยาวชนทั้งสิ้น   เพราะในสมัยนี้  การสื่อสารไม่มีขอบเขต  เขาสามารถค้นดูได้หมด  ....หากทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง  วันหนึ่ง...เยาวชนคงจะต้องสาบแช่ง  แทนการสรรเสริญเป็นแน่แท้  ....มาช่วยกันรักษาประชาธิปไตยกัน  นะคะ  

                         ท้ายสุดนี้ ขอให้ประชาธิปไตย จงเจริญ แบ่งบานในประเทศไทยเทอญ...

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562


หนทางประชาธิปไตย

              หลังจากเลือกตั้ง  24 มีนาคม 2562 

 ต่อไปจะเป็นอย่างไรมาดูกัน 




วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

ทบทวนการเลือกตั้ง 2562 : 

มุมมอง 9 ข้อ จากสายตาชาวประชาธิปไตยเสรี


                    การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม ที่เพิ่งผ่านมานั้น นอกจากจะหักปากกาเซียนในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการทั้งของพรรคพลังประชารัฐ และอนาคตใหม่ (อาจรวมถึงภูมิใจไทยด้วย) ที่ได้คะแนนเสียงเยอะเกินคาด ในขณะที่พรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งน้อยเกินคาด ปากกาของเหล่าเซียนต่างก็พาก็แตกร้าวซ้ำอีก


                      รวมถึงการมีความไม่ชอบมาพากลที่ยังแคลงใจหลายๆ คนกระทั่งในตอนนี้ ไม่ว่าจะจำนวนเปอร์เซ็นต์ผู้มาใช้สิทธิที่น้อยกว่าที่รับรู้และควรจะเป็นมาก คืออยู่เพียงแค่ 65-66% เท่านั้นการมีบัตรเสียจำนวนมากมาย เกือบๆ 6%บัตรจากต่างแดนมาไม่ทันและกลายเป็นบัตรเสียไปกรณีบัตรเกินที่ดูจะมีปริมาณมากมายเหลือเกิน (ซึ่งรวมไปถึงจำนวนที่นั่ง ส.ส. พึงมีที่เกินเกณฑ์ด้วย), หรือกรณีข้ามคืนแล้วคะแนนเสียงผู้สมัครพรรคหนึ่งหายไปเป็นหมื่นๆ อันดับร่วงจากที่ 1 ไปเป็นที่สองหรือสามในบัดดล เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดและต้องยอมรับกันก็คือ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้สูงที่ประชาชนฝั่งประชาธิปไตยเสรีจะพ่ายแพ้ (แม้อาจจะต้องนับว่าเป็นความพ่ายแพ้ที่ประชาชนมีต่อ กกต. ก็ตาม) และนั่นนำมาสู่การพยายามถอดบทเรียนในครั้งนี้
                         ที่ผมต้องเกริ่นแบบนี้ก็เพราะว่า ผมจะบอกว่าผมเองก็รับทราบถึงความไม่ชอบมาพากลและความน่าจะเป็นที่สูงมากที่น่าจะเกิดการโกงขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นเดียวกันกับทุกคนแหละครับ และดูจะเป็นกลโกงที่ก้าวเกินไปกว่าการื้อเสียงแจกเงินอะไรไปไกลเลย โดยเฉพาะไอ้ตัวบัตรเกิน และคะแนนเสียงผู้สมัครหายเนี่ย ผมเองก็โกรธ ก็ฉงนใจดังเช่นทุกคน ทั้งประณามและไม่ยอมรับในการโกงนี้ด้วย ส่วนการตั้งแคมเปญฟ้อง กกต. ต่อให้แทบจะไม่ได้ผลอะไรในทางปฏิบัติ แต่อย่างน้อยก็ถือว่ามีบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ เป็นรอยแผลของความชอบธรรมที่ปลอมขึ้นมาของรัฐบาลตัวแทนฝั่งอำนาจนิยม
                       แต่ที่ตั้งใจจะพูดนั้น ผมตั้งใจจะจำกัดอยู่ที่การยอมรับในตัวผลลัพธ์ว่า หากนับเฉพาะตัวผลลัพธ์แล้ว ฝั่งประชาชนที่สนับสนุนประชาธิปไตยเสรีมีแนวโน้มสูงมากที่จะพ่ายแพ้ เพราะพรรคที่เป็นกำลังหลักพรรคหนึ่งของฝั่งนี้ได้คะแนนเสียงน้อยกว่าที่คาดไปมาก (จะเพราะโดนกลโกงอะไรที่ว่ามาก็ตาม) ในขณะที่พรรคซึ่งเป็นตัวแทนฝั่งตรงข้ามของอุดมการณ์กลับได้คะแนนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะ (เช่นกัน ไม่ว่าจะด้วยกลโกงแบบใดก็ตามที) ซึ่งผลลัพธ์นี้แปลว่า โดยรวมแล้วเราพ่ายแพ้นั่นเอง
                       เมื่อมันคือการพยายามจะถอดบทเรียน หรือทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้จึงไม่ใช่บทปลอบประโลม หรือพยายามให้กำลังใจแบบกรุ๊ปเธราพีอะไรใดๆ ทั้งสิ้น
                           มุมมองของการเขียนนั้นจะไม่ได้มองหรือวิพากษ์แต่ละพรรคอย่างเป็นธรรมบนหลักการด้วย เพราะการถอดบทเรียนนี้วางฐานอยู่บนการมองในเรื่องเชิงยุทธศาสตร์ เชิงวิธีการในการปฏิบัติจริง ไม่ใช่การทำความเข้าใจในเชิง หลักการ’ หรือ ทฤษฎี’ อะไร เมื่อเป็นเรื่องเชิงยุทธศาสตร์ ผมก็จำเป็นต้องมองมันผ่านแว่นของเงื่อนไขการต่อสู้จริง เช่น ในบางกรณี รู้อยู่แล้วว่าเสียเปรียบ แต่ก็ต้องสู้ และหาทางเอาชนะให้ได้ภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบนั้น (คือ รู้ตัวแต่ต้นอยู่แล้วว่าเสียเปรียบ) 
                        แต่สุดท้ายพ่ายแพ้ก็ต้องมาดูกันว่า การเตรียมตัวของเราในการรับมือในการต่อสู้ภายใต้ความเสียเปรียบที่รู้แต่แรกนี้ เราพลาดส่วนไหน เราเตรียมตัวบกพร่องจุดไหน หรืออีกฝั่งเขาแข็งแกร่งกว่าที่เราคาดการณ์ในเรื่องใดบ้าง ไม่ใช่หยุดอยู่แต่เพียงการพยายามปลอบใจในความพ่ายแพ้ของตน แล้วบอกว่าแพ้เพราะโดนรังแก แพ้เพราะความเสียเปรียบ ซึ่งก็พอจะรู้แต่ต้นอยู่แล้วว่าจะต้องเจอ ว่ากันโดยสรุปก็คือ มามองหาว่า “อะไรคือความเสียเปรียบที่เรารู้ว่าจะต้องพบเจอ แต่ไม่ทันได้คิดถึง หรือเตรียมตัวมา” นั่นเอง
                        ผมจะเน้นไปที่พรรคสำคัญ 4 พรรค ที่ผลคะแนนนับว่าหักปากกาเซียนเป็นอย่างมาก คือ พลังประชารัฐ อนาคตใหม่ เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ จริงๆ แล้วควรจะพูดถึงม้ามืดอย่างภูมิใจไทยด้วย แต่เนื่องจากเค้ามาแบบมืดจริง ผมเองเลยสุดจะประเมินแบบชัดเจนได้ในเวลานี้

                    1. ประเด็นเรื่อง ส.ส. เก่า โดนดูดหรือย้ายพรรค โดยเฉพาะจากเพื่อไทยไปพลังประชารัฐ

                   ประเด็นเรื่อง ส.ส. เก่าของเพื่อไทยย้ายพรรค หรือโดนดูดไปพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ในหลายพื้นที่ คนหันมาเลือก .ส. เก่าในพื้นที่ เป็นหนึ่งในจุดที่หลายคนมองว่าเป็นปัจจัยที่อาจจะส่งผลให้เสียงของเพื่อไทยน้อยกว่าที่คิด และเสียงของพลังประชารัฐมากกว่าที่คิด เพราะ ส.ส. เก่าเหล่านี้ 
                      นอกจากจะมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งและอาจจะแชร์ๆ กันอยู่กับเครือข่ายของเพื่อไทยเดิมแล้ว ต่อให้ไม่ชนะก็สามารถเรียกคะแนนเสียงในพื้นที่ได้ไม่น้อย โดยมากหากไม่ชนะก็มักจะขี่ๆ มาเป็นอันดับสองหรือสาม ซึ่งกลายเป็นคะแนนสำคัญสำหรับปาร์ตี้ลิสต์ในระบบการเลือกตั้งใหม่นี้และพลังประชารัฐเอง ที่ออกแบบการหาคะแนนเสียงมาให้เหมาะสมกับกลไกของรัฐธรรมนูญ 2560 อยู่แล้ว ชัดเจนว่าได้ประโยชน์ไปไม่น้อยเลยทีเดียว
                          อย่างไรก็ดี การประเมินแต่เพียงว่าโดน ซื้อตัว ส.ส. ไปแต่เพียงอย่างเดียวนั้น อาจจะเป็นการง่ายเกินไป และไม่ได้ช่วยให้หาทางแก้มือในครั้งต่อๆ ไปได้นัก เท่าที่ผมทราบมา การย้ายค่าย ของ ส.ส. เพื่อไทยนั้น มีมาจาก 5 รูปแบบหลักๆ ซึ่งบางรูปแบบอาจจะต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต มิเช่นนั้นในระยะยาว พรรคเพื่อไทยอาจจะล่มจมตามพรรคประชาธิปัตย์ไปได้
               1) โดนซื้อตัวหรือใช้ผลประโยชน์ชักชวนข้ามไป อันนี้เป็นแบบที่หลายๆ คนมีการพูดมาแล้ว และก็ชัดเจนในตัว ไม่ขออธิบายอะไรมาก
                2) ส.ส. กลุ่มที่เชื่อจริงๆ ว่าทางพลังประชารัฐมีสิทธิได้เป็นรัฐบาลมากกว่า (ซึ่งก็มีแนวโน้มจะเป็นแบบนี้แต่ต้นแล้ว) จึงยินดีไปอยู่ฝั่งนั้นเอง ด้วยคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในทางการเมืองของตน กลุ่ม 1 และ 2 นี้ผมคิดว่าอาจจะจัดการแก้ไขอะไรได้ลำบากครับ
               3) กลุ่ม ส.ส. ที่เป็น อุปทานส่วนเกิน ของพรรคเพื่อไทยเอง สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ ไม่ว่าเราจะรักหรือเกลียดพรรคเพื่อไทยก็ตาม เพื่อไทยเป็นพรรคที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการโดนเล่นงานมาเยอะมากตลอดประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย ผมคิดว่าจะพูดว่าโดนเล่นมาหนักที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้ ที่ยังคงอยู่รอดมาได้ 
                 จนถึงตอนนี้ ทั้งการยุบพรรค และการตัดสิทธิทางการเมือง เจอทั้งบ้าน 111 และเป็นส่วนสำคัญของบ้านเลขที่ 109 ที่ ส.ส. ของพรรค (ไทยรักไทย) โดนตัดสิทธิ 111 คน และ (พลังประชาชน) 37 คน ตามลำดับ กระนั้นเพื่อไทยก็ยังคงเป็นพรรคใหญ่ที่คงความแข็งแกร่งตลอดมา จากความนิยมในตัวพรรคที่ทำให้สามารถหาผู้สมัคร ส.ส. มาแทนที่ได้ตลอด
                   แต่ ส.ส. ที่มาแทนที่นี้เอง ในท้ายที่สุดแล้วก็กลายสถานะมาเป็น ส.ส. เก่าในพื้นที่ (แทนคนเดิมที่ถูกตัดสิทธิ) ไปด้วย เมื่อถึงวันที่บ้านเลขที่ 111 และ 109 ถูกปลดล็อคทางการเมือง  จำนวน แคนดิเดต ส.ส.ของเพื่อไทยจึงมีปริมาณมากขึ้นมาก ในขณะที่พื้นที่เขตที่ลงสมัครคงที่หรือน้อยลง ต่อให้มีการตั้งพรรคเพื่อชาติขึ้นมาหรือกระทั่งพรรคไทยรักษาชาติ (ที่ถูกยุบไปแล้ว) แต่ทุกคนย่อมรู้ดีว่าในกรณีที่ 2 พรรคนี้ต้องชนกับพื้นที่ที่มีพรรคเพื่อไทยแล้ว ย่อมยากที่จะชนะได้ เป็นการลงเสียเปล่าไปโดยปริยาย และไปหวังเอาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ก็ไม่เกี่ยวกับพวกคนที่ลง ส.ส. เขตอีกด้วย
                    ในแง่นี้เอง จุดแข็งของเพื่อไทยในฐานะที่เป็นพรรคซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองด้วยนั้น จึงดูจะย้อนกลับมาแว้งกัดเพื่อไทยเองอยู่บ้าง เพราะแคนดิเดต ส.ส. เก่าที่ถูกปลดล็อค กับ ส.ส. เก่าที่มาแทนที่คนเคยโดนล็อคนั้นต้องมาแบ่งสรรปันส่วนกันให้ได้ลงตัวมากพอ หากไม่ได้ก็ต้องแยกจากกันไป ไปหาพรรคที่มีแนวโน้มจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งมากกว่าพรรคสาขาเพื่อไทย ซึ่งก็คือพลังประชารัฐ
                     4) กลุ่มที่ถูกตัดขาดทางการเมืองโดยเพื่อไทยเอง ว่าง่ายๆ ก็คือ ส.ส. ในมุ้ง ทิ้งเพื่อน และถูกอัปเปหิจากพรรค คือในช่วงพรรควิกฤติ ไม่ว่าจะตอนโดนยุบพรรค หรือตอนโดนรัฐประหารก็ตาม คนในพรรคซวยบ้าง ต้องหนีไปต่างแดนบ้าง มุ้งนี้ใช้วิธีหนีหายเข้ากลีบเมฆ ไม่ช่วยเหลือ ไม่หือไม่อืออะไรเลย เมื่อเพื่อไทยกลับมาตั้งหลักได้ใหม่ กลุ่มทิ้งเพื่อนนี้ก็ถูกบีบให้ ไปไกลๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้นพลังประชารัฐเป็นหลัก
                     5) รูปแบบหลักสุดท้ายเท่าที่ผมทราบคือ อดีต ส.ส. เก่าของเพื่อไทย ที่ ไม่ได้อยากย้ายพรรค แต่โดนกลยุทธ์ข่มขู่ให้ต้องย้าย ไม่เช่นนั้น จะโดนเล่นงานในกลวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะในทางกฎหมาย ตัดสิทธิ์ หรืออื่นๆ ทั้งในเกมและนอกเกม กลุ่มที่ทนแรงกดดันไม่ไหว หรือกลัวเกินกว่าจะต้าน ก็ต้องจำใจยอมจากลา กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มักจะร่ำลาจากเพื่อไทยด้วยดี และรอวันกลับมา แต่พร้อมๆ กันไปก็เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มจะเรียกคะแนนเสียงได้มากที่สุดด้วย เพราะมักเป็นแคนดิเดต ส.ส. ที่มีอิทธิพล หรือเป็นที่รักในพื้นที่นั้นๆ สูง
                      ในหลายๆ กรณีอาจจะมีสาเหตุยิบย่อยแบบอื่นๆ อีก หรือในบางกรณีก็อาจจะหลายเหตุผลผสมปนเปกันไป แต่ผมคิดว่า การย้ายพรรคในกรณีข้อ 35 นั้น ทางพรรคเพื่อไทยเองน่าจะสามารถหากลวิธีในการรักษาพันธมิตรไว้ได้มากกว่านี้ด้วย อย่างไรก็ดี ผมเพียงแต่ต้องการจะบอกว่า มันไม่ใช่แค่เพียงเรื่อง การโดนซื้อตัวข้ามพรรค แล้วจบอยู่แค่นั้นน่ะครับ

                       2. การช่วงชิงที่นั่งระหว่างพรรค

                    จุดนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีการพูดถึงกันเยอะ และ 2 พรรคที่ดูจะตกเป็นเหยื่อของเคสนี้มากที่สุดคือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคที่ดูจะดึงคะแนนเสียงจาก 2 พรรคนี้ไปได้เห็นจะหนีไม่พ้นพรรคอนาคตใหม่ และพรรคพลังประชารัฐ ตามที่หลายๆ คนวิเคราะห์กันอยู่แล้ว
                      พรรคประชาธิปัตย์ดูจะโทรมหนักสุดในกรณีนี้ เพราะคะแนนเสียงน่าจะถูกแบ่งให้กับทั้งพรรคอนาคตใหม่และพลังประชารัฐ ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธผลโพลที่บอกว่าพรรคตนจะได้ที่นั่งต่ำกว่าร้อย (ประมาณ 8090 ที่นั่ง) เพราะไม่เชื่อว่าจะได้น้อยปานนั้น แต่เมื่อผลคะแนนใกล้เคียงความจริงมากแล้วอย่างตอนนี้ พรรคประชาธิปัตย์เองนี่แหละที่อาจจะอยากให้ผลเป็นไปตามโพลเสียยิ่งกว่าใคร เพราะที่นั่งหายหดจนหน้าเจื่อนกันทั้งพรรค ส่วนหนึ่งผมคิดว่าต้องยอมรับว่ามาจากตัวพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่สมญา NATO (No Action, Talk Only) นั้นไม่ได้มาด้วยโชคช่วยในสายตาของคนจำนวนมาก ฉะนั้นการเลือกประชาธิปัตย์ในการเมืองที่แข่งนโยบายกันอย่างเขี้ยวลากดินนี้ จึงเสมือนการกำตด ที่ดูจะไม่ได้อะไรกลับคืนมา
                    นอกจากในมุมการแข่งขันเชิงนโยบายที่ประชาธิปัตย์ดูจะพ่ายแพ้แล้ว ท่าทีที่อึนๆ ไม่ชัดเจน ดูไม่ออกว่าจะเอาเสรีนิยม หรือจะอนุรักษ์นิยมดูจะใช้การไม่ได้เสียแล้ว คนที่เคยเลือกประชาธิปัตย์ด้วยว่าเกลียดทักษิณ แต่ใจเอนเอียงมาทางเสรีนิยมมากกว่าก็หันไปเลือกอนาคตใหม่ ในขณะที่อีกกลุ่มที่เชียร์หรือชื่นชอบวิธีคิดอนุรักษ์นิยมนั้นเลือกที่จะกาให้กับพรรคที่ชัดเจนไปเลยว่า “ฉันคือตัวแทนของอนุรักษ์นิยมนะ แบบไม่แอบๆ ซ่อนๆ ด้วย” อย่างพลังประชารัฐไป ฟังก์ชั่นของประชาธิปัตย์ในฐานะตัวเลือกทางอุดมการณ์จึงหมดไปอีก
                    ว่าง่ายๆ ประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ทั้งในมุมนโยบาย และในมุมอุดมการณ์เสียสิ้น คะแนนที่ได้จึงดูจะเหลือเพียงจากแฟนพรรคที่ยังคงเหลืออยู่ แต่ก็ดูจะร่อยหรอไปตามวัย หากยังคงเป็นเช่นนี้ ไม่คิดจะปรับบทบาทและสร้างความชัดเจนให้กับแบรนด์ของตนเอง พรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะเหลือเป็นเพียงซากปรักหักพังแห่งอดีต

                    ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องยอมรับว่า ในหลายพื้นที่โดนแบ่งคะแนนไปพรรคอนาคตใหม่ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครที่ดูจะเห็นได้ชัดที่สุด เขตที่เป็นพรรคไทยรักษาชาติลง คะแนนเสียงดูจะโอนไปให้อนาคตใหม่อย่างชัดเจนและเป็นหนึ่งเดียว ในขณะที่เขตที่เพื่อไทยลงเองกลับต้องแย่งฐานคะแนนกับอนาคตใหม่ จนโดนพรรคพลังประชารัฐมาคาบไปกินได้ (หากรวมคะแนนอนาคตใหม่กับเพื่อไทยในเขตแบบนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าฝั่งเสรีนิยมนั้นชนะอนุรักษ์นิยม) 
                      ส่วนหนึ่งอาจจะต้องยอมรับว่าด้วยกระแสของทั้งสองพรรค โดยเฉพาะในเขตเมืองนั้นมาแรงพอๆ กัน และในแง่นโยบายก็ดูจะ ขายได้ ทั้งคู่ เพื่อไทยดูจะเด่นกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น อนาคตใหม่ดูจะเน้นกับระยะกลางและยาว ต่างเป็นที่สนใจทั้งสิ้น ไม่นับจุดยืนไม่เอาเผด็จการที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน (ถ้านับจริงๆ เรื่องนี้อนาคตใหม่ต้องนับว่าเด่นกว่าสักหน่อยด้วย)
                   นอกจากนี้เสียงที่ได้ในเขตที่พ่ายแพ้ก็ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้อีก เพราะโค้วตา ส.ส. เขตที่ได้นั้นแทบจะเต็มตามปริมาณ ส.ส. พึงมีแล้ว คะแนนเหล่านี้จึงไม่ได้ถูกส่งไปนับเป็นส่วนปาร์ตี้ลิสต์เลย เลยกลายเป็นขาดทุนไม่น้อยทีเดียว

                      3. อนาคตใหม่ในฐานะตัวเลือกทางยุทธศาสตร์…ที่อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

                   ราวๆ สองถึงสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนในเฟซบุ๊กส่วนตัวของผมเองว่า จริงๆ แล้วในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากฝั่งนิยมในเสรีประชาธิปไตยจะเลือกในเชิงยุทธศาสตร์จริงๆ การเลือกพรรคอนาคตใหม่ อาจจะถูกต้องมากกว่าการเลือกเพื่อไทยก็เป็นได้ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังมองเช่นนั้นอยู่
                    ที่ผมบอกเช่นนั้นก็เพราะว่า ผมคิดว่าเป็นที่แน่ชัดประจักษ์กับทุกคนอยู่แล้วว่าตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ศัตรูหลักของฝั่ง คสช. หรือพลังประชารัฐก็คือพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นตัวแปรทางการเมืองเดียวจริงๆ ในเวลานั้นที่มีพลังพอจะสั่นคลอนพวกเค้าได้ในวันที่เกิดการเลือกตั้ง ว่าง่ายๆ ก็คือ เพื่อไทยคือตัวแปรหลักในสมการการเมือง
                 จะบอกว่าระบบการเมืองหลังรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นระบบการเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อกำจัดเพื่อไทยโดยตรงก็ไม่ผิด

                  เพราะฉะนั้น ตัวผมเองจึงไม่เคยมองเลย (กระทั่งถึงตอนนี้) ว่ายุทธศาสตร์การแตกแบงก์พันของเพื่อไทยนั้นเป็นเรื่องที่ผิด ผมยังยืนยันว่าเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมากภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายเพื่อไทยเป็นการเฉพาะ แต่การโดนยุบพรรคไทยรักษาชาติไปนั้น แม้จะต้องนับว่าเป็นแผลที่ใหญ่มาก อาจจะใหญ่ยิ่งกว่าที่เพื่อไทยเคยจะคาดการณ์ไว้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ ความถูกต้อง’ และ ความฉลาดแก้เกม ในการแตกพรรคตอนแรกหายไป การโดนสั่งยุบพรรคในเรื่องที่ กกต. เองเคยยืนยันว่าไม่ผิดคงต้องนับว่าเหนือกว่าความสามารถในการคาดการณ์ใดๆ ของใครได้
                     จนถึงตอนนี้ที่คะแนนการเลือกตั้งจริงใกล้รู้ผลแล้วนั้น (ยังต้องรอ กกต. ประกาศผลอย่างเป็นทางการในอีกหลายสัปดาห์นะครับ) เห็นได้ชัดว่ากลไกที่สร้างขึ้นมานี้ล็อคเพื่อไทยได้อย่างค่อนข้างอยู่หมัด เพราะคะแนนเสียงในเขตที่แพ้ก็แทบจะไม่เกิดผล โดยจำนวน ส.ส. เขต เต็ม โควต้า ส.ส. พึงมีไปแล้ว ในแง่นี้ผมจึงเห็นต่างจากแทบทุกคนที่มองว่าหากจะเลือกในเชิงยุทธศาสตร์ ต้องเลือกเพื่อไทย
                รงกันข้ามกับเพื่อไทย อนาคตใหม่คือตัวแปรที่อยู่นอกสมการโดยแท้

                  ในช่วงที่มีการจัดวางระบบถล่มเพื่อไทยนี้ พรรคอนาคตใหม่ยังไม่ทันถือกำเนิดขึ้นมาเลย ไม่มีฝ่ายอนุรักษ์นิยมใดๆ ที่ได้เตรียมกลไกการรับมือกับอนาคตใหม่ไว้ และเมื่ออนาคตใหม่ตั้งพรรคขึ้น—ดังเช่นพรรคใหม่ๆ อีกมากมาย เป็นพรรคนอกสายตา ที่แม้แต่เพื่อนๆ อย่างผมยังเคยปรามาสคิดว่าจะได้ไม่เกิน 10 นั่งอยู่เลย (อย่าว่าแต่ฝั่งตรงข้ามอย่าง คสช. เลย)
                 นอกจากจะเป็นตัวแปรนอกสมการแล้ว อนาคตใหม่ที่เกิดขึ้นมาภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560 และได้ศึกษารัฐธรรมนูญนี้อย่างดี ก็อาศัยกลไกที่รัฐธรรมนูญเขียนขึ้นเพื่อให้เป็นประโยชน์กับ คสช. (พลังประชารัฐ) มาทำให้เป็นประโยชน์กับตัวเองด้วย ด้วยการไม่มุ่งชนะ ส.ส. เขตอะไรนัก เล็งที่ปาร์ตี้ลิสต์ในฐานะพรรคขนาดกลางล้วนๆ (ในตอนต้นนี่ แม้แต่พรรคอนาคตใหม่เองก็ไม่คิดนะครับว่าตัวเองจะได้ ส.ส. เขต อย่าว่าแต่เพื่อนๆ แบบผมเลย) คะแนนเสียงที่แพ้ในแต่ละเขตของอนาคตใหม่เป็นกำลังสำคัญที่จะมาคานอำนาจกับพลังประชารัฐได้ นั่นคือบทสรุปของผม และมันเป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะสถานะ นอกสายตา ของอนาคตใหม่เองนี่แหละ
                     แต่สถานการณ์แบบนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะในครั้งต่อๆ ไปที่จะมีการเลือกตั้ง พรรคอนาคตใหม่จะไม่อยู่ในสถานะนอกสายตาอีก เช่นนั้นแล้ว ในระยะเวลานี้ ผมคิดว่าสิ่งที่อนาคตใหม่พึงต้องทำที่สุด นอกเหนือไปจากการพยายามให้พ่อหยุดใช้คำว่า “จ๊าบ” และฝึกสกิลการพูดให้กับ แคนดิเดต ส.ส. ของพรรคที่ได้รับเลือกเข้ามาในสภาแล้วก็คือ การทำให้พรรคอนาคตใหม่เองเป็นสถาบันทางการเมืองที่แข็งแกร่งให้ได้ เพราะตอนนี้ผมบอกตามตรงในฐานะเพื่อนที่คอยเชียร์อยู่เลยว่า พรรคอนาคตใหม่ยังเป็นกระแส เป็นไวรัลอยู่เท่านั้น ยังต่อสู้กับการแข่งขันในทางการเมืองได้ด้วยความชื่นชมบุคคลอยู่เป็นหลัก ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่จะทำให้คนได้เห็นว่าในพรรคไม่ได้มีแต่เอก แต่ปิยบุตร มีแต่ช่อที่ มีกึ๋น พอจะเชียร์ได้

                    4. ส.ว. 250 คน และไพบูลย์ นิติตะวัน ในฐานะ

ตัวแทงก์ (tank)  มาถึงวันนี้ สิ่งที่ตัวผมเองในฐานะคนที่ติดตามการเมืองคนหนึ่งโดนหลอกล่อหัวคะมำที่สุดเลยก็ดูจะเป็นเรื่องนี้แหละครับ และผมคิดว่าไม่ใช่แค่ผมด้วย แทบทุกคนในสนามการเมืองก็เช่นกัน

                    ส่วนที่ว่าคือเรื่อง ส.ว. 250 คนนี่แหละครับ คือ ส.ว. 250 คนนี่มันเป็นอะไรที่โหดมากๆ แน่นอนแหละครับ และไม่แปลกเลยที่ทุกฝ่ายจะพุ่งความสนใจไปหา ไม่พอยังมีตัวแทงก์ (ตัวรับการโจมตีแทนคนอื่น) ชั้นดีอย่างไพบูลย์ นิติตะวันมาคอยดึงความสนใจให้อีกต่างหาก ทำให้ฝั่งเสรีประชาธิปไตยคิดแต่ว่าเค้าต้องการ 126 เสียง ไปรวมกับ ส.ว. ก็พอแล้ว ว่าง่ายๆ ก็คือ เราเชื่อและคิดมาโดยตลอดว่า ทิศทางการเดินเกมที่ฝั่งอนุรักษ์นิยมจะมุ่งไปนั้น ไม่ได้มุ่งสนใจที่จะหา ที่นั่งในสภา’ ให้ได้มากมาเป็นเสียงข้างมากโดยชอบธรรมในสภา แต่เค้าหาเสียงมาแต่พอสมควร แล้วเดี๋ยว ส.ว. จะส่งขึ้นหิ้งไปให้เอง
                         เราจึงประเมินคะแนนเสียงที่พลังประชารัฐมุ่งจะได้อยู่ที่กลุ่มต่ำร้อยมาโดยตลอด ส่วนใหญ่จะประเมินกันที่ 6080 ที่นั่งเสียด้วยซ้ำ เพราะ ส.ว. 250 คนดึงให้เราไปคิดเตรียมการ คิดแก้เกม ขึ้นการ์ดสูงกับทางฝั่ง ส.ว. จนว่ากันตรงๆ เราดูจะหลงละเลย กกต. ไปเลยโดยเปรียบเทียบ (ไม่ได้ลืมหรอก แค่สนใจน้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับ ส.ว.) ทั้งๆ ที่เราเองก็รู้กันดี และคิดหาสารพัดวิธีแบบหัวแทบแตกตลอดนะครับว่า หลังจากพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาลด้วยการมี ส.ว. ดันแล้ว จะขับเคลื่อนสภาอย่างไรให้มีประสิทธิภาพได้ ต่างๆ นานา บลาๆๆ
                  นั่นแสดงให้เห็นเลยว่า เราพุ่งความสนใจไปที่ ส.ว. เป็นหลัก และประเมินตลอดจริงๆ ว่าเกมที่พลังประชารัฐจะเล่น คือมีเสียงไม่ต้องมากนัก
                  แต่มาจนถึงตอนนี้ ผมกลับคิดว่า ส.ว. ทำหน้าที่ดึงความสนใจของเราให้เรามาสนใจแต่ทิศทางเกมแบบนี้ และลดการ์ดต่ำกับความเป็นไปได้แบบอื่นๆ อย่างการที่พลังประชารัฐจะมุ่งทำคะแนนเสียงสูงๆ ด้วยกลวิธีอื่นไปเลย เพื่อจะได้ไปมีที่นั่งในสภาอย่างหนาแน่นและมั่นคงได้ อย่างน้อยๆ ก็ระดับที่จะขับเคลื่อนสภาได้โดยไม่ลำบากนัก
                 ก่อนหน้านี้ มีผู้สมัคร ส.ส. เพื่อไทยท่านหนึ่งคุยกับผมว่า “ดีแล้ว ที่โพลต่างๆ ก่อนหน้านี้มันพากันบอกว่าคนนิยมลุงตู่เป็นอันดับ 1 เค้าจะได้ตัวลอยหลงเชื่อแบบนั้น เพราะถ้าโพลมันสะท้อนความจริง เดี๋ยวพาลแกจะไม่ปล่อยให้มีเลือกตั้งแต่แรกเอา เพราะรู้ว่าลงแล้วจะแพ้ ให้เค้าประเมินเราต่ำไว้ดีกว่า” …มาตอนนี้ผมคิดว่าคนที่ประเมินต่ำ หรือไม่ก็ตั้งการ์ดผิดที่อาจจะเป็นเราแทน (ไม่เชิงตั้งการ์ดผิดที่ แต่ตั้งการ์ดไม่ครบทุกที่จะถูกต้องกว่า)

                        5. เมื่อเทียบกับอนุรักษ์นิยมและอำนาจนิยม วิธีคิดแบบเสรีนิยมไม่เอื้อกับการโหวตในทางยุทธศาสตร์

                      เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ คือ แนวคิดแบบประชาธิปไตยเสรี หรือเสรีนิยมนั้น มันให้คุณค่ากับเสรีภาพและความเป็นปัจเจกสูงมาก ฉะนั้นต่อให้เราจะคุยกัน จะชักชวนกันปานใด สุดท้ายมันก็หักใจเลือกแบบที่ใจเราไม่อยากเลือกไม่ได้ง่ายๆ อยู่ดี คือเรามองสิทธิในฐานะปัจเจก รสนิยมการเมืองในทางส่วนตัวของเรา และอื่นๆ ในฐานะความจำเป็น (necessity) ไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย (luxury) ที่อาจจะละทิ้งได้ในยามจำเป็น
                      ตรงกันข้าม แนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมและอำนาจนิยมเคยชินอย่างมากกับวิธีคิดแบบ ยอมจำนน(submissive) และ เป็นปึกแผ่น (uniformed) ซึ่งทำให้ง่ายต่อการโหวตให้เป็นทิศทางเดียวกันได้มากกว่ามาก เมื่อเทียบกับค่ายเสรีนิยม ดังจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งนี้ ที่ฝั่งค่ายอำนาจนิยม แม้จะมีหลายพรรค แต่คะแนนโหวตเทมาที่พรรคเดียวเป็นหลักคือพลังประชารัฐ ส่วนพรรคอื่นๆ อย่างรวมพลังประชาชาติไทย หรือน้อมนำคำสอน แทบจะหายไปจากโลกกันเลย และอาจจะรวมไปถึงประชาธิปัตย์ด้วย ในขณะที่คะแนนของฝั่งเสรีนิยมประชาธิปไตยนั้น ดูจะกระจายมาก ทั้งให้เพื่อไทย อนาคตใหม่ แล้วยังมีหลุดไปที่เศรษฐกิจใหม่ เสรีรวมไทย หรือกระทั่งสามัญชนก็มีในบางเขต
                    มันก็เป็นแบบนี้แหละครับ อย่างที่เรารู้กันดี ฝ่ายที่ซ้ายกว่ามักจะตีกันเองบ่อยกว่าฝั่งที่ขวากว่าเกือบจะเสมอ ในการเลือกตั้งก็ไม่ต่างกัน เรามักจะโหวตแบบตีๆ กันนี่แหละ

                     6. นโยบายประชารัฐอาจจะได้ผลกับชาวบ้านมากกว่าที่เราคิด

                      ส่วนนี้มีการพูดกันไม่น้อยแล้ว จริงๆ พูดมาตลอดช่วงการหาเสียงเลือกตั้งเรื่องการแจกเงินผ่านนโยบายประชารัฐ หรือกระทั่งสองสามวันก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลยังอนุมัติงบประมาณ 3.6 หมื่นล้านให้กับโครงนี้แบบหน้าตาเฉยอยู่เลย แต่พร้อมๆ กันไป เราก็ยังคิดว่ามันไม่น่าจะมีผลในการเบี่ยงเบนให้คนหันมารักมาชอบพรรคพลังประชารัฐได้มากขนาดนี้ เมื่อเทียบกับความลำบากทนทุกข์ที่ต้องเผชิญในยุคของรัฐบาล คสช.
                       แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาก็อาจจะต้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้ด้วยแล้วว่า นโยบายส่วนนี้คงจะมีผลไม่น้อย และยากจะประเมินให้แน่ชัดด้วย เราอาจจะต้องรอข้อมูลของคะแนนเสียงเลือกตั้งที่อิงกับกลุ่มประชากรก่อน ว่ากลุ่มอาชีพไหน พื้นใด อายุเท่าไหร่ ที่เลือกโหวตพลังประชารัฐ เป็นคนที่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายนี้มากน้อยเพียงใด
                  แต่เราสามารถหาตัวคนที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายเหล่านี้ได้ไม่ยาก เช่น อสม. เป็นล้านคน, กอ.รมน., กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าทุกรัฐบาลก็มีคนได้ประโยชน์จากนโยบายทั้งสิ้นแตกต่างกันไป แต่ไม่มีรัฐบาลใดเช่นกันที่ยังคงอัดฉีดได้อยู่กระทั่งระหว่างช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพราะเค้าเป็นเพียงแค่รัฐบาลเฉพาะกาล ผิดกับรัฐบาลนี้

                      7. อคติของการคัดกรองในระบบของโซเชียลมีเดีย ที่อาจทำให้เราประเมินกำลังด้วยความลวงตามากเกินไป

                    เป็นที่ต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านบทความของผมมักจะติดโลกโซเชียลด้วยกันทั้งนั้น และเราก็ย่อมรู้กันดีว่าระบบคัดเลือกคัดกรอง (algorithm) ของโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ว่าจะเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม กระทั่งยูทูบนั้นมีไบแอสหรืออคติของมันอยู่ คือมันมักจะให้เราได้เห็นในสิ่งที่เราอยากเห็น ได้พบกับคนประเภทที่น่าจะคอเดียวกัน ได้รับรู้ข่าวสารที่ถูกต้องตามจริตรสนิยมเรา
                     แต่เช่นนี้เองก็ทำให้เราอาจจะตกอยู่ในภาพลวงตาของความนิยมที่สูงหรือต่ำอย่างเกินจริงได้แบบมากๆ ด้วย

                   เราจะเห็นคนหรือความเห็นที่มีทิศทางเดียวกับเราอยู่เต็มหน้าจอไปหมด ในขณะที่ความเห็นฝั่งตรงข้ามจะมีน้อยจนน่าใจหาย ผมคิดว่ามุมมองที่ถูกคัดกรองโดยอคติของระบบที่หยิบยื่นสารต่างๆ ให้เราเสพนี้ มีผลไม่น้อยกับการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดไปจากที่ควรจะเป็นของฝั่งเราเอง

                    8. อนาคตใหม่กับโซเชียลมีเดีย

                    เมื่อพูดเรื่องโซเชียลมีเดียในข้อก่อนหน้าแล้ว ผมก็คิดว่าเราต้องพูดด้วยว่า อนาคตใหม่ได้พิสูจน์แล้วจริงๆ ว่าการหาเสียงด้วยวิธีการใหม่ ผ่านสื่อเป็นหลัก และพูดคุยผ่านโซเลียลมีเดียเป็นวิธีการที่ได้ผลจริง แน่นอนว่าฝั่งประชาธิปไตยเสรีย่อมได้เสพสื่อที่เกี่ยวกับอนาคตใหม่เรื่อยๆ อยู่แล้ว และอาจจะไม่ถึงกับเซอร์ไพรส์กับผลงานนัก (แต่ผมก็เซอร์ไพรส์อยู่นะ และก็ยินดีกับความสำเร็จของอนาคตใหม่ด้วยจริงๆ)
                    ผมคิดว่าพรรคเก่าๆ พรรคอื่นๆ อาจจะต้องลองมองผลงานส่วนนี้ของอนาคตใหม่ในฐานะโมเดลหนึ่งที่จะทำตามแล้วล่ะครับในการจะเลือกตั้งในอนาคต
                   แต่ผมคิดว่าในเวลาเดียวกัน คนที่เซอร์ไพรส์เผลอๆ จะมากกว่าเราก็คือฝั่งอำนาจนิยมนั่นแหละครับ เพราะไบแอสของระบบที่ว่าไปในข้อที่ 7 นั้น ผมคิดว่าเขาก็คงจะประเมินอนาคตใหม่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นด้วย และส่งผลให้ไม่ได้ประเมินกำลังและคะแนนเสียงที่อนาคตใหม่จะได้รับอย่างแม่นยำนัก (อย่าว่าแต่เค้าเลย ผมเองก็เหลือเชื่อทั้งๆ ที่เชียร์มาตลอด ไม่นับเซียนที่ช็อกจากการปากกาหักอีกทั่วไทย) ในแง่ความเหลื่อมของความรับรู้นี่เองที่ดูจะสร้างสถานการณ์อันเป็นประโยชน์ให้กับฝั่งประชาธิปไตยเสรีด้วย ไม่ใช่แต่โทษ
                   กระนั้นผมก็คิดว่าผมช็อกกับคะแนนพลังประชารัฐมากกว่าคะแนนอนาคตใหม่อยู่ดีอะนะ

                   9. สิ่งที่ต้องทำ ต้องเจอในอนาคต และข้อดีข้อเสียของปัจจุบันนี้

                   ส่วนนี้อาจจะไม่เชิงเป็นการถอดบทเรียนนัก แต่อยากจะย้ำให้เห็นว่า ผมคิดว่าเราต้องสร้างความชัดเจนให้มากด้วยว่า ความเซ็ง ความผิดหวังที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราเป็นความโกรธ ความเซ็งคนละชุด คนละแบบกับการโดนรัฐประหารนะครับ อันนั้นเราโกรธเคืองกับการโดนข่มขืน โดนกระทำชำเรา โดนฉีกผ้าอาภรณ์แล้วเอาปืนขู่จี้หัว
                  แต่ครั้งนี้ เรากำลังเศร้ากับการแพ้ในเกมกีฬาที่เสมือนไปแข่งฟุตบอลใน บ้านคนอื่น ในสนามของเค้าที่กรรมการทุกคนดูจะเข้าข้างทีมอีกฝั่งเต็มที่ เราเตะอยู่ดีๆ ตามกติกาเป๊ะๆ แต่กรรมการเป่าฟาวล์ ในขณะที่อีกฝั่งพุ่งเสียบเปิดสตั๊ดหรา หรือพุ่งล้มมันเสียทุกรอบ แต่กรรมการปล่อยผ่าน และดูท่าเราจะได้แต่ด่ากรรมการและผู้เล่นฝั่งตรงกันข้าม เราโกรธแค้นที่ทีมเราแพ้อย่างไม่สวยงามนัก มีข้อน่ากังขาเต็มไปหมด 
                   เราอาจจะถึงขั้นหาทางฟ้องกรรมการบ้าๆ พวกนี้ หรือกระทั่งหาทางขอให้การแข่งขันเป็นโมฆะไป แล้วแข่งใหม่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่มีผลอะไร และเราก็ต้องก้มหน้ากัดฟันต่อไป แต่ความโกรธ เศร้า เซ็งนี้ เป็นคนละอย่างกันกับตอนที่เราโดนฉุดคร่าข่มขืนด้วยรัฐประหาร ในท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่าเราต้องกัดฟันทนผ่านมันไปให้ได้ อะไรที่ต้องฟ้องก็ฟ้อง อะไรต้องสู้ก็สู้ แต่เมื่อสุดแล้วก็ต้องเก็บเอาความโกรธนี้ไปสู้ในศึกใหม่ที่จะต้องมีอีกแน่ๆ ในอนาคต และนี่คือความงดงามของระบอบประชาธิปไตยนะครับ ที่ต่อให้เราเซ็งกับมันปานใด แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่า “เรายังมีโอกาสแก้มือ แข่งกับมันใหม่อีกครั้ง”
                    วันนี้เราดึงเค้ามาเล่นในเกมของเราได้แล้ว เราควรจะดีใจที่จะได้มีโอกาสอัดกระหน่ำฝั่งอำนาจนิยมอย่างเต็มที่ต่อหน้าสาธารณชน ถือเสียว่าเราจ่ายเงิน (ภาษี) ไปดูโชว์เผด็จการโดนกระทืบกลางสภาสักสี่ปี ก็อาจจะรู้สึกดีขึ้นได้สักนิด

                  ในวันนี้สิ่งหนึ่งที่เราเห็นแล้วว่าสร้างความฉิบหายพังทลายให้กับเรามากๆ ก็คือ องค์กรอิสระ ที่ดูจะอิสระจากทุกอย่างโดยเฉพาะความเป็นธรรม ทั้ง ปปช. และ กกต. อาจจะรวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ และ ส.ว. แต่งตั้งด้วย ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งแรกที่เราจะต้องเตรียมหาทางจัดการให้เรียบร้อยก่อนจะเกิดการสู้ศึกใหม่ในอนาคต

                     มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับพี่แขก คำ ผกา ที่ผมเคารพรักเท่าไหร่นักและมันโยงกับเรื่องนี้ด้วย คือ แม้พี่แขกจะนับถือใจคุณเอก ธนาธร ที่ทำเรื่อง Blind Trust แต่พร้อมๆ กันไปพี่แขกก็ไม่เห็นด้วยนักในการเรียกร้องให้เป็นคุณค่ามาตรฐาน เพราะเสมือนเป็นการตอกย้ำวาทกรรมเรื่องนักการเมืองต้องเป็นคนดี ใสสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งจะยิ่งมาเพิ่มพลังให้กับองค์กรอิสระเหล่านี้ ที่กลไกหลักมีขึ้นเพื่อการ “ตรวจสอบและสร้างความโปร่งใส”
                    ในกรณี Blind Trust ผมกลับเห็นตรงกันข้าม เพราะการทำ Blind Trust นั้นทำให้คนที่ทำงานการเมือง “ไม่ต้องและไม่สามารถไปจับเงิน” ที่เป็นทรัพย์สินของเขาได้เลย นั่นแปลว่า ตัวนักการเมืองหมดความเกี่ยวข้องชั่วคราวต่อทรัพย์สินที่เขาถือครองและไม่มีสิทธิรับรู้ด้วย การทำแบบนี้สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่การย้ำวาทกรรมคนดีใสสะอาดและเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ 
                     แต่เป็นการทำลายความจำเป็นขององค์กรเหล่านี้ทิ้งไปเสียหมด คือ เมื่อทำ Blind Trust แล้ว คุณจะต้องมาตรวจสอบอะไรอีกเล่า ในเมื่อไม่มีอะไรจะต้องตรวจสอบ และเมื่อไม่ต้องทำอะไร องค์กรแบบนี้ก็ไร้ความชอบธรรมที่จะมีอยู่ต่อไป ผมจึงคิดว่าในระยะยาวแล้ว การสร้างมาตรฐานลักษณะนี้ และด้วยวิธีการแบบอื่นๆ หรือกับกรณีแบบอื่นๆ นั้นอาจจะจำเป็นต้องทำเพื่อลดบทบาทองค์กรอิสระลง และเหลือแต่เพียงการคานอำนาจกันของสามสถาบันการเมืองหลักไป (แต่ศาลอาจจะต้องคิดเรื่องการเปลี่ยนระบบด้วยแล้ว และควรยกเลิกศาลทหารด้วย)
                       ผมทราบดีว่าวาทกรรมคนดีเป็นเรื่องมีปัญหา และผมไม่ได้อินกับวาทกรรมนักการเมืองต้องใสซื่อมือสะอาด แต่ผมเห็นต่างกับในมุมมองกรณี Blind Trust อีกจุดด้วย (ส่วนนี้อาจจะไม่เกี่ยวนักแล้ว แต่ขออธิบายเพิ่ม) นั่นคือเราต้องประเมินเรื่อง ช่วงเวลา ด้วย ผมเห็นด้วยว่าช่วง ก่อนเข้ามาสภา และ หลังจากออกจากสภาไปแล้ว คนเป็นนักการเมืองจะเป็นอย่างไร สกปรกโสโครกแค่ไหน หรือผิดมาตรฐานความเป็นคนดีของสังคมปานใด ผมไม่มีปัญหาเลย หากประชาชนเลือกเค้าเข้ามา 
                      ฉะนั้นผมถึงรังเกียจทุกครั้งเวลาได้ยินคนวิจารณ์คุณชูวิทย์ว่า “คนทำอ่าง มาเป็น ส.ส. ได้ไง” เพราะ สส. ไม่ได้ต้องการคนใสสะอาด ปลอดมนทิลอะไร แต่พร้อมๆ กันไป ในช่วงระหว่างที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีอำนาจในการบริหารจัดการภาษีของประชาชนนั้น ผมก็คิดว่าการตรวจสอบและความโปร่งใสก็จำเป็นอยู่ ซึ่งในกรณีนี้ผมกลับคิดว่า Blind Trust ยิ่งตอบโจทย์ เพราะไม่ว่าก่อนมายุ่งกับการเมืองคุณจะโสโครกหรือผิดศีลธรรมปานใด เราไม่ต้องสนมันได้ เพราะเมื่อเข้าสู่ Blind Trust ทรัพย์สินก็ถูกตัดขาดจากอำนาจในการตัดสินใจของเจ้าไปแล้ว แบบนี้ใครก็สามารถเข้าสู่สภาได้ โดยไม่ต้องมาสนใจแยแสเรื่องวาทกรรมความดีอะไรอีกต่อไป และสามารถทำงานสร้างผลงานเพื่อตอบสนองคนที่เลือกเค้าเข้าสภาได้ตามที่ควรจะเป็น องค์กรอิสระก็ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายอีก และควรยุบหายไป


ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เราอาจจะต้องตระเตรียมกันในอนาขอบคตนะครับ



Illustration by Kodchakorn Thammachart

ขอบคุณ link ข่าว ... https://thematter.co/author/kritdikorn



อย่าโยนทิ้ง! "เม็ดขนุน" ยาดี ประโยชน์เยอะ

เม็ดขนุน ได้มาจากผลไม้ "ขนุน" นับว่าเป็นของกินที่หาได้ง่ายๆ เพราะหากมีต้นขนุน ที่ไหนมีผลไม้อย่าง ขนุน นำมาขาย ก็จะมีเม็ดอย่างแน่นอน ซึ่งหลายคนมักจะโยนทิ้งโดยไม่รู้ถึงประโยชน์

                   ชาวบ้านนิยมนำเม็ดขนุนมาต้มกิน โดยรสชาติหวานนิดๆ ออกมันๆ คล้ายถั่ว บางพื้นที่นำมาทำมาปรุงอาหารทั้งคาวและหวาน ที่สำคัญ "เม็ดขนุน" รับประทานแล้วได้ประโยชน์มากมาย เพราะ เม็ดขนุน  เป็นอาหารจำพวกแป้งที่ให้ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และวิตามินบี1 ดังนั้นการกินเม็ดขนุนต้มจะมีประโยชน์ ต่อระบบสมอง ระบบประสาท และระบบกล้ามเนื้อ ให้ประสานการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความจำของสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น แก้อาการขี้หลงขี้ลืมได้เป็นอย่างดี 

                      เม็ดขนุนมีสารพรีไบโอติก หรือสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่ทนต่อการย่อยที่กระเพาะอาหารและการดูดซึมของลำไส้เล็กตอนบน ซึ่งช่วยดูซึมแร่ธาตุอย่างแคลเซียม เหล็ก สร้างสารป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ โดยไม่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคแต่อย่างใด 

                     เม็ดขนุนมีโปรตีนสูง ดีสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักลองเปลี่ยนจากกินถั่วมากินเม็ดขนุนต้ม ก็ช่วยได้   เม็ดขนุน ยังเป็นแหล่งรวมวิตามินที่ดีกับเส้นผม ป้องกันผมไม่ให้แห้งกร้านและเปราะบาง ช่วยการไหลเวียนของเลือดดี ช่วยให้เส้นผมยาวเร็วขึ้นได้ด้วย    มีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ  ให้พลังงานสูง กินแล้วจะรู้สึกอิ่มท้องได้นาน ช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง แก้อาการวิงเวียนศีรษะ แก้อาการชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า หรือกล้ามเนื้อแขน 



วิธีการทำเม็ดขนุนต้ม 



- เม็ดขนุนแกะเปลือกหุ้มออกให้เกลี้ยง ล้างน้ำให้สะอาด 

- นำเม็ดขนุน ต้มกับน้ำเปล่า ให้เดือดประมาณ 20-25 นาที ให้เปลือกมันแตกออกมา หยิบมาแกะทานสัก 1 เม็ด พอได้ที่จึงเติมเกลือตามใจชอบ 

- เสร็จแล้วก็ยกลงจากเตา ให้สะเด็ดน้ำ รอให้แห้ง แล้วจึงแกะเปลือกพร้อมทาน 

                          นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประกอบเป็นอาหารคาวหวานได้อีกหลายชนิดหลายอย่าง อาทิ  แกงบวดเม็ดขนุน  แกงไตปลา แกงเผ็ด ขนมหม้อแกง ขนมสังขยาเม็ดขนุน ฯลฯ  เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคุณแม่ที่กำลังอยู่ในช่วงให้นมบุตร การกินเม็ดขนุนต้มทุกวัน กินทุกวันได้ กินติดต่อกัน 7-10 วัน จะช่วยบำรุงน้ำนม ขับน้ำนมได้ดี ทำให้น้ำนมของแม่เพิ่มมากขึ้น





ขอบคุณข่าว ..https://www.newtv.co.th/news/32174

โคราชรับบริจาค 58 ล้าน  ช่วยแล้วคนเจ็บ-เสียชีวิต 9.1 ล้านบาท พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีทำบุญงานรวมดวงใจ...