วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

นาซาทดสอบหุ่นยนต์สำรวจใต้ผืนน้ำแข็ง ค้นหาร่องรอยสิ่งมีชีวิตต่างดาว

นาซาทดสอบหุ่นยนต์สำรวจใต้ผืนน้ำแข็ง ค้นหาร่องรอยสิ่งมีชีวิตต่างดาว – BBCไทย

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา กำลังทดสอบหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจใต้ผืนน้ำแข็งในมหาสมุทรแอนตาร์กติก โดยหวังว่าจะพัฒนาให้เป็นเครื่องมือในการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว ซึ่งอาจอยู่ใต้มหาสมุทรที่มีชั้นน้ำแข็งหนาปกคลุม อย่างเช่นมหาสมุทรบนดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์เอนเซลาดัสของดาวเสาร์
จะมีการทดสอบ “หุ่นยนต์ลาดตระเวนแบบลอยตัวได้เพื่อการสำรวจใต้ผืนน้ำแข็ง” หรือ BRUIE (Buoyant Rover for Under-Ice Exploration) ตั้งแต่เดือน พ.ย. นี้เป็นต้นไป ที่สถานีวิจัยเคซีย์ (Casey Research Station) ของออสเตรเลียในทวีปแอนตาร์กติกา โดยจะเน้นทดสอบความทนทานในการทำงานใต้มหาสมุทรที่มีผืนน้ำแข็งปกคลุมเป็นเวลายาวนาน เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถออกปฏิบัติการบนดาวเคราะห์ดวงอื่นติดต่อกันได้เป็นเวลานาน หลายเดือน
หุ่นยนต์ตระเวนสำรวจ BRUIE ขนาด 1 เมตร ไม่ใช่ยานดำน้ำ แต่เป็นพาหนะขับเคลื่อน 2 ล้อที่สามารถ “กลับหัว” วิ่งใต้ผืนน้ำแข็งได้ โดยระบบลอยตัวในน้ำของมัน จะช่วยดันให้ลอของหุ่นยนต์แนบชิดติดกับใต้ผืนน้ำแข็งอยู่เสมอ เสมือนว่าวิ่งบนพื้นดินตามปกติ
นาซาทดสอบหุ่นยนต์สำรวจใต้ผืนน้ำแข็ง
NASA/JPL
BRUIE ได้รับการออกแบบมาให้ทำงานอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งได้นานหลายเดือน
การออกแบบให้ BRUIE มุ่งสำรวจบริเวณที่ผืนน้ำแข็งและน้ำทะเลสัมผัสกัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้นหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากบริเวณดังกล่าวบนโลกเช่นที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ มักมีระบบนิเวศซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ขนาดเล็ก รวมทั้งจุลินทรีย์หลายชนิด ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า มหาสมุทรที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งบนดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะ ก็อาจมีสิ่งมีชีวิตในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้ประดิษฐ์และพัฒนา BRUIE จะต้องเตรียมการให้มันพร้อมออกสำรวจในสภาพแวดล้อมที่หฤโหดกว่าบนโลก เช่นการตระเวนสำรวจใต้ผืนน้ำแข็งที่หนา 10-30 กิโลเมตร และอาจมีกระแสน้ำใต้มหาสมุทรพัดปั่นป่วนรุนแรง จนทำให้เกิดความเสียหายได้
แอนดี้ เคลช หัวหน้าทีมวิศวกรของนาซาที่ออกแบบ BRUIE บอกว่า “ระบบลอยตัวในน้ำจะช่วยให้หุ่นยนต์ยึดติดอยู่กับผืนน้ำแข็ง ต้านทานกระแสน้ำได้เกือบทุกชนิด ทั้งยังสามารถเลือกใช้โหมดประหยัดพลังงานได้เป็นครั้งคราว ทำให้อยู่ใต้ผืนน้ำแข็งและทำงานติดต่อกันได้นานหลายเดือน ถ่ายภาพ ตรวจวัดความดัน อุณหภูมิ และปริมาณออกซิเจน รวมทั้งเก็บข้อมูลทางชีวภาพต่าง ๆ ”
แดน เบริสฟอร์ด หนึ่งในทีมวิศวกรของนาซากล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่า BRUIE ถูกออกแบบมาให้ค้นหาสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับพืช สัตว์ และจุลินทรีย์บนโลกเท่านั้น หากมีสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่มีรูปแบบในการดำรงชีวิตแตกต่างออกไป ก็อาจสำรวจไม่พบ”
ทั้งนี้ นาซามีแผนจะส่งยาน Europa Clipper ไปโคจรวนรอบดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดีในปี 2025 ซึ่งภารกิจนี้อาจจะช่วยปูทางสู่การส่งหุ่นยนต์สำรวจใต้มหาสมุทรของดาวบริวารแห่งนี้ได้ต่อไปในอนาคต

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

คนดัง-มหาเศรษฐีสอนลูก 
: ไม่ให้มรดก อยากได้หาเอง!


           คำว่า “โลกนี้อยู่ยาก” ไม่ใช่คำพูดลอยๆที่หลายคนใช้ติดปากแต่อย่างใด เพราะโลกทุกวันนี้ทำให้หลายๆคนตัดใจไม่อยากมีลูก เพราะหวั่นอนาคตข้างหน้าที่คาดว่าเด็กจะโตขึ้นแบบไร้คุณภาพ ความอดทนต่ำ และไม่ขวนขวายด้วยตนเองเหมือนคนรุ่นเก่าๆ ส่งให้มหาเศรษฐีชื่อดังมากมาย และดาราฮอลลีวูดหลายคน ที่ตัดใจไม่ยกทรัพย์สินให้ทายาท ถ้าอยากได้เอง
รู้จักหาเอง


          นักแสดงดังอย่าง แอชตัน คุชเชอร์ เพิ่งให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Armchair Expert ของ แด็กซ์ เชพพาร์ด โดยบอกว่าเขาจะไม่ตั้งกองทุนใดๆให้ลูกทั้งสองคนที่เกิดกับ มิล่า คูนิส เด็ดขาด แต่ยินดีรับฟังหากลูกๆมีไอเดียด้านธุรกิจ แต่จะไม่ให้สิทธิพิเศษใดๆ

     “ ลูกๆผมมีชีวิตที่ถือว่ามีสิทธิพิเศษกว่าเด็กคนอื่น ทั้งๆที่พวกเขายังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ และพวกเขาคงไม่มีวันรู้เพราะนี่คือสิ่งเดียวที่พวกเขาจะรู้ ผมจะไม่ตั้งกองทุนอะไรให้พวกเขาทั้งนั้น สุดท้ายเราคงมอบเงินเราให้กับการกุศลหรือเอาไปทำประโยชน์รูปแบบต่างๆ 

        แต่ถ้าลูกๆผมอยากจะเริ่มทำธุรกิจ แล้วพวกเขามีแผนธุรกิจที่น่าสนใจ ผมก็จะลงทุน แต่พวกเขาจะไม่ได้รับความไว้วางใจใดๆ เพราะฉะนั้นผมหวังว่า พวกเขาจะมีแรงกระตุ้นให้นำไปสู่ในสิ่งที่พวกเขามี หรือบางสิ่งที่พวกเขาเคยมี”

         แอชตัน คุชเชอร์ และ มิล่า คูนิส แต่งงานกันเมื่อปี 2015 และมีลูกด้วยกัน คนคือ ไวแอตต์ อิสซาเบล คุชเชอร์ ลูกสาววัย ปี และ ดิมิทรี พอร์ทวู้ด คุชเชอร์ ลูกชายวัย ปี โดยแอชตัน มีทรัพย์สินอยู่ที่ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ มิล่า คูนิส มีทรัพย์สินอยู่ที่ 65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ




        นอกจากนั้นยังมีคนดังอีกมากมาย ที่ปฏิเสธยกมรดกให้ลูกๆ ไม่ว่าจะเป็น กอร์ดอน แรมซีย์ เชฟเซเลบริตี้คนดัง ที่ไม่ขอยกทรัพย์สินให้ลูกๆทั้ง 4 คน มาทิลดา, แจ็กสัน สก็อตต์, ฮอลลี แอนนา และ เมแกน เจน โดยเขาบอกว่า

          “ผมไม่ให้แน่นอน ไม่ใช่ว่าผมร้ายกับลูกนะ แต่เพราะผมไม่อยากสปอยล์พวกเขา สิ่งเดียวที่ผมเห็นด้วยกับทานา (ภรรยา ) คือการที่พวกเขาจะได้เงินดาวน์แฟลตแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เงินค่าแฟลตทั้งหมด”



      ไนเจลลา ลอว์สัน เชฟคนดังชาวอังกฤษอีกคน ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะไม่ยกทรัพย์สินให้ลูกๆทั้ง โคซิมา ลูกสาว และ บรูโน ลูกชาย ที่เกิดจากการแต่งงานกับ จอห์น ไดมอนด์ โดยเธอเชื่อว่า เงินสามารถทำลายคนได้”

    “   ฉันตั้งใจเอาไว้แล้วว่าลูกๆของฉันไม่ควรมีหลักประกันทางการเงินอะไรทั้งนั้น เพราะมันทำลายคนที่ไม่คิดจะทำงานหาเงินด้วยตัวเอง”


 

      บิล เกตส์ และ เมลินดา เกตส์ มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก ผู้ก่อตั้ง Microsoft ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกๆทั้ง เจนนิเฟอร์, ลอรี และ ฟีบี้ แต่ยืนยันว่าลูกๆต้องออกหางาน และหาเงินเลี้ยงชีวิตของตัวเอง และจะมอบเงินให้คนละ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ลูกแต่ละคนจากทรัพย์สินที่มีทั้งหมดกว่า 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

          “มันไม่ใช่เรื่องของเด็ก ที่จะให้พวกเขามีทรัพย์สินมหาศาล มันบิดเบือนทุกอย่างที่มันควรจะเป็น พวกเขาต้องสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง”



         ไซมอน คาวล์ นักปั้นคนดังเจ้าของรายการ Britain’s Got Talent และ รายการ Got Talent ของทั่วโลก ที่เพิ่งมี เอริค ลูกชายคนแรกเมื่อปี 2014 ขณะมีอายุปาไป 55 ปีแล้ว ก็ได้เผยว่าเขาจะยกทรัพย์สิน 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับการกุศล

     “ผมจะยกทรัพย์สินให้กับใครสักคน อาจเป็นองค์กรการกุศล บางทีอาจจะเป็น เด็ก และ สุนัข ผมไม่มีความเชื่อในเรื่องการส่งทอดทรัพย์สินจากรุ่นสู่รุ่น”



       มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค ที่เห็นพ้องต้องกันกับภรรยาอย่าง พริสซิลลา เฉิน ที่ไม่ขอทิ้งมรดกมากมายให้ลูกทั้งสองอย่าง แม็กซิมา และ ออกัส โดยเขาได้เขียนจดหมายเปิดผนึก ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะขอยกทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้กับโครงการ Chan Zuckerberg Initiative แทนที่จะยกให้ลูกๆและสมาชิกในครอบครัว

        “เราจะยกส่วนแบ่ง 99% จากเฟซบุ๊ค ที่ตอนนี้มีมูลค่าประมาณ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเราเพื่อใช้มันในภารกิจนี้ เรารู้ว่ามันเป็นผลงานแค่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับทรัพยากรทั้งหมดและความสามารถของผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านนี้อยู่แล้ว แต่เราก็อยากจะทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้ เพื่อควบคู่ไปกับคนอื่นๆ”



         ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟฟ์แมน เมื่อนักแสดงดังเสียชีวิตลงเมื่อปี 2014 สิ่งที่ถูกเปิดเผยในเวลาต่อมาคือ ทรัพย์สินแทบทั้งหมดของเขาถูกยกให้กับคนรัก และมารดาของเขา แทนที่จะเป็นลูกๆทั้ง ทัลลูลาห์, วิลล่า และ คูเปอร์ ซึ่งนิวยอร์ก โพสต์ ได้รายงานว่า เขาไม่อยากให้ลูกๆของเขา ถูกเรียกว่าเป็นเด็กที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด”



        สติง นักร้องดังได้เผยเมื่อปี 2014 กับทาง Mail on Sunday ว่าลูกๆทั้ง 6 คนของเขาจะไม่ได้รับมรดก 232 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของเขาอย่างเด็ดขาด โดยทั้ง โจ, อีเลียท, จีอาโคโม, เจค, มิคกี้ และ ฟูเชีย จะต้องทำงานเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

        “ผมตั้งใจที่จะไม่ทิ้งกองมรดกให้ลูกที่เปรียบเหมือนเป็นตัวถ่วงให้กับพวกเขา พวกเขาต้องทำงาน พวกเขารู้เรื่องนี้ดี และไม่มีใครมาเรียกร้องอะไรจากผม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมค่อนข้างนับถือและประทับใจในตัวลูกๆมาก”



        ไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กได้ลงทะเบียนกับมูลนิธิ บิล และ เมลินดา เกตส์แล้ว การเซ็น สัญญาว่าจะให้ หรือ The Giving Pledge ของ เกตส์ เป็นองค์การรณรงค์ให้เศรษฐีบริจาคทรัพย์ของตนโดยมากเพื่อการกุศล นั่นหมายความว่า ทรัพย์สินของ ไมเคิล บลูมเบิร์ก จะถูกมอบให้กับ The Bloomberg Philanthropic Foundation แทนที่จะเป็น เอมมา และ จอร์เจียนา ลูกสาวทั้งสอง

        “ถ้าคุณอยากทำอะไรสักอย่างให้ลูกๆของคุณ และแสดงให้เห็นว่าคุณรักพวกเขามากแค่ไหน สิ่งเดียวที่ดีที่สุดจริงๆเลยคือ การสนับสนุนองค์กรที่จะช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้นเพื่อพวกเขาและลูกๆของพวกเขาเอง”
 


       เอลตัน จอห์น ศิลปินดังชายรักชายที่ตัดสินใจร่วมกับสามีอย่าง    เดวิด เฟอร์นิช ว่าจะไม่สปอยล์ลูกๆทั้งสองของพวกเขาทั้ง เอไลจาห์ และ แซคคาห์รี โดยไม่คิดจะยกมรดกให้ เพราะเชื่อว่ามันสามารถทำลายชีวิตของพวกเขาได้เช่นกัน

     “แน่นอนว่าผมอยากให้ลูกๆของผมมีสถานะทางการเงินที่ดีมากๆ แต่มันก็เลวร้ายมากๆเหมือนกันนะที่ไปหยิบยื่นช้อนเงินให้พวกเขา เพราะมันสามารถทำลายชีวิตพวกเขาได้เหมือนกัน”





         








วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ไม่ใช่เรื่องเล็ก ! สารปนเปื้อนในอาหาร 
ต้นเหตุของการตายผ่อนส่งไม่รู้ตัว


                    บ้านเรายังไม่ค่อยตื่นตัวเรื่องสารปนเปื้อนในอาหารกันมากนัก แม้หลายหน่วยงานจะออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่าอาหารที่วางจำหน่ายทั่วไปมีสารพิษปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่บางชนิดที่มีสารเคมีทางการเกษตรตกค้างมากกว่า 60%


                  ต้องบอกว่าตัวเลขนี้น่าตกใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังไม่ทำให้คนไทยตื่นตัวเท่าที่ควร แม้สารปนเปื้อน สารพิษ สารเคมีตกค้างจะมีอันตรายจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ก็ตาม


                  สารปนเปื้อนในอาหาร ผัก และผลไม้มีมากมายหลายชนิด แต่ที่อยู่คู่กับคนไทยมานานมี 6 ชนิดซึ่งอันตรายทั้งนั้น เป็นสารพิษที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา จนนึกไม่ถึงเลยทีเดียว


                1. ยาฆ่าแมลง  ทุกวันนี้เราบริโภคผัก ผลไม้โดยหวังให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่เอาเข้าจริงอาจได้รับสารปนเปื้อนจากยาฆ่าแมลงมาเป็นจำนวนมากแทนก็ได้ จากการสุ่มตรวจหลายครั้งที่ผ่านมาของหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พบว่าผลไม้ที่มียาฆ่าแมลงสูงเป็นอันดับ 1 ครองแชมป์มาตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คือส้ม พริก ถั่วฝักยาว คะน้า มะเขือยาว มะเขือเปาะ และมะเขือเทศ แต่ที่ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงที่สุดก็คือส้ม


                ดังนั้นการเลือกแหล่งที่มาของผักและผลไม้จึงมีความสำคัญอย่างมาก เดี๋ยวนี้มีทั้งผักผลไม้ปลอดสารพิษ ออร์แกนิค และเกษตรอินทรีย์ ซึ่งหากรู้จักที่มาก็สามาถบริโภคได้อย่างปลอดภัย

                     ผักผลไม้ออร์แกนิคก็คือเกษตรอินทรีย์นั่นแหละ ซึ่งวิธีการปลูกจะเป็นการทำงานร่วมกับธรรมชาติบนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีสารพิษตกค้างและหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศน์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์หรือสิ่งที่ได้มาจากการตัดต่อพันธุกรรมใด ๆ เลย

                  การทำเกษตรอินทรีย์ใช้สารกำจัดแมลงก็จริง แต่ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ เลย เป็นการกำจัดแมลงด้วยวิธีทางธรรมชาติ ทำให้ปลอดสารเคมีทุกชนิดที่จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

                 ส่วนผักปลอดสารพิษ แม้ชื่อจะดูเหมือนปลอดภัยแต่ในทางปฏิบัติแล้ว แม้จะไม่ใช้สารพิษกำจัดศัตรูพืชในการเพาะปลูก แต่อาจใช้ปุ๋ยเคมีเร่งการโตในการเพาะปลูกได้ อีกทั้งพืชที่ปลูกอาจผ่านการตัดต่อพันธุกรรมมาด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น ผักปลอดสารพิษก็ยังถือว่าปลอดภัยพอสมควร ถ้าเทียบกับพืชผักที่มีสารกำจัดศัตรูพืชปะปน


                    2. สารกันรา  เป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าใช้ทำอะไร ดังนั้นจึงมักอยู่ในอาหารหมักดองเพื่อป้องกันการเน่าเสีย และปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ขึ้นราได้ง่าย เช่น ขนมปัง เพื่อให้มีอายุได้นานขึ้น แม้สารกันราจะเป็นสารต้องห้ามในอาหาร แต่จากการสุ่มตรวจของหน่วยงานภาครัฐก็ยังพบว่ามีอาหารหลายชนิดที่มีสารกันราปนเปื้อนอยู่



                  วิธีการสังเกตว่าในอาการที่เรากินเป็นประจำมีสารกันราหรือไม่ อาจต้องใช้เวลาในการสังเกตโดยนำมาวางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง ซึ่งหากเป็นอาหารปกติจะต้องเน่าเสีย แต่หากไม่เน่าเสียให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่ามีสารกันรา


                   อีกวิธีที่จะหลีกเลี่ยงสารกันราได้ก็คือ ควรกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ งดอาหารหมักดอง ซึ่งไม่มีประโยชน์กับสุขภาพเอาเสียเลย

                   3. บอแรกซ์   สารอันตรายที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าห้ามใช้บอแลกซ์ในอาหารอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นสารที่อันตรายที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยตรง ทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ไตทำงานล้มเหลว จนถึงขั้นเสียชีวิต แต่ด้วยตัวสารบอแรกซ์สามารถทำให้อาหารกรอบได้ จึงทำให้สารดังกล่าวเป็นที่นิยมใช้ในอาหารจำพวกไส้กรอก ลูกชิ้น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ รวมถึงผลไม้หมักดองได้

                   โดยปกติร่างกายของคนเราจะสามารถขับสารบอแรกซ์ออกได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องใช้เวลา ดังนั้นหากเรากินอาหารที่มีสารบอแรกซ์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็เท่ากับว่าร่างกายต้องทำงานอย่างหนัก และยังคงมีสารดังกล่าวอยู่ในร่างกายของเราตลอดเวลา ดังนั้นวิธีหลีกเลี่ยงสารบอแรกซ์จึงง่ายกว่าสารชนิดอื่น ๆ

                  นั่นก็คือการกินอาหารที่หลากหลาย ไม่กินอาหารประเภทเดิม ๆ ซ้ำกันหลายมื้อ เช่น ไม่ไส้กรอกทุกมื้อ หรือไม่กินไส้กรอกสลับกับกินลูกชิ้นทุกมื้อ เนื่องจากอาหารเหล่านี้อาจมีสารบอแรกซ์ปนเปื้อนอยู่

                4. ฟอร์มาลิน   รู้กันอยู่แล้วว่าฟอร์มาลินส่วนใหญ่เอาไว้ฉีดศพเพื่อป้องกันการเน่าเปื่อย แต่ก็ยังพบว่าอาหารบางชนิดมีสารฟอร์มาลินปนเปื้อนอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ซึ่งจะถูกนำมาแช่ฟอร์มาลินไว้ก่อนนำมาวางขายเพื่อให้มีความสดนานขึ้น ไม่เน่าเสียเร็ว ส่วนผักที่เคยตรวจพบว่ามีสารฟอร์มาลินปนเปื้อน ได้แก่ ผักคะน้า ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว แตงกวา เนื่องจากใช้เป็นยาฆ่าแมลงและยังทำให้ผักสดได้นานขึ้นด้วย

                สำหรับเห็ดหอม มีการพิสูจน์แล้วว่ามีสารฟอร์มาลินประกอบอยู่ด้วยตามธรรมชาติ แต่อยู่ในปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย และหากกินอาหารที่มีฟอร์มาลินในปริมาณมากจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดท้อง ในปากและคอจะแห้ง หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก อาจมีการถ่ายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด

                ในระยะยาวหากฟอร์มาลินสะสมในร่างกายมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดมะเร็งได้ด้วย ดังนั้นอาหารที่สดเกินไปก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะมีสารฟอร์มาลินปนเปื้อนอยู่


                     5. สารเร่งเนื้อแดง  เป็นสารจำเพาะที่อยู่ในเนื้อสัตว์ ซึ่งเกษตรกรมักผสมสารเร่งเนื้อแดงนี้กับอาหารสัตว์เพื่อให้หมูหรือวัวกินเข้าไปแล้วจะมีปริมาณเนื้อแดงมากกว่าไขมัน ทำให้ขายได้ราคามากกว่า

                     สารเร่งเนื้อแดงก็จะปะปนกับเนื้อสัตว์ที่นำมาจำหน่าย ซึ่งเราอาจแยกได้ยาก แต่ก็มีวิธีทำได้ด้วยการสังเกตลักษณะของเนื้อแดงก่อนรับประทาน เช่น ดูว่ามีสีแดงคล้ำผิดปกติหรือไม่ นุ่มเกินไปหรือไม่ เนื้อแดงมีจำนวนมากกว่าไขมันมากเกินไปหรือไม่ วิธีการสังเกตแบบนี้เป็นวิธีเบื้องต้นที่ทำได้เองที่บ้าน และถ้าหากพบว่ามีความผิดปกติก็ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกาย

                  6. สารฟอกขาว   หรือสารกันหืน เป็นสารอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะอาหารบางชนิดอนุญาตให้ใส่สารดังกล่าวได้ เช่น อาหารทะเลแช่แข็ง แต่อยู่ในควบคุมที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

                 นอกจากนี้ ยังมีผู้ลักลอบใส่สารฟอกขาวในผักบางชนิด เช่น ถั่วงอก ขิงฝอย ยอดมะพร้าว กระท้อน หน่อไม้ดอง น้ำตาลมะพร้าว เพื่อป้องกันให้อาหารมีสีขาว ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

                โชคดีที่สารฟอกขาวเป็นอะไรที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ง่ายกว่าสารปนเปื้อนชนิดอื่น ๆ โดยเลือกกินอาหารที่มีสีธรรมชาติ ไม่ซีดขาวจนเกินไปก็จะปลอดภัยที่สุด 


                   ผลกระทบเมื่อบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อนเป็นเวลานาน    เมื่อบริโภคอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อนไม่ว่าชนิดใดก็ตาม อาจเกิดอาการแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรังแบบค่อย ๆ สะสมในร่างกายก็ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณของสารปนเปื้อนที่กินเข้าไป

                   กรณีที่กินอาหารที่มีสารปนเปื้อนเป็นจำนวนมาก และเกิดพิษอย่างเฉียบพลันจะทำให้กล้ามเนื้อสั่น ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย ชักกระตุก หายใจขัด หมดสติ และอาจหยุดหายใจได้

                 ส่วนกรณีที่ค่อย ๆ สะสมในร่างกายก็ใช่ว่าไม่น่ากลัว เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นสารปนเปื้อนยังไงก็มีผลต่อร่างกายอย่างแน่นอน แม้จะไม่แสดงอาการทันทีก็ตาม ในกรณีนี้จะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว ทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกาย ระบบประสาท และอาจเป็นโรคมะเร็งได้   เลือกให้ดีก็ไม่มีสารปนเปื้อน

                   อย่างที่บอกว่าอาหารที่กินเข้าไปจะมีสารปนเปื้อนหรือไม่นั้น อยู่ที่ความพิถีพิถัน ใส่ใจในการเลือกอาหารของเราเป็นอันดับแรก ยิ่งรู้แหล่งที่มา ขั้นตอนการผลิต บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การทำความสะอาด การเก็บรักษา ซึ่งทุกขั้นตอนอาจทำให้เกิดสารปนเปื้อนได้ทั้งนั้น แต่นอกเหนือจากการเลือกให้ดีแล้ว วิธีป้องกันสารปนเปื้อนในอาหารสามารถทำได้หลายวิธีต่อไปนี้

                 - รู้จักแหล่งผลิต เนื่องจากขั้นตอนการผลิตเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้เกิดสารปนเปื้อนต่าง ๆ ได้ ดังนั้นการที่เรามั่นใจว่าแหล่งผลิตนั้นได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ เชื่อถือได้ ย่อมตัดขั้นตอนการปนเปื้อนไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

               - ล้างทำความสะอาด เป็นขั้นตอนที่สำคัญและต้องใส่ใจอย่างมากทั้งเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ แม้จะมั่นใจแล้วว่าแหล่งที่ซื้อมานั้นเชื่อถือได้ แต่ก็ต้องล้างให้สะอาด เพื่อขจัดสารปนเปื้อนในอาหารออกไป ขั้นตอนนี้ถ้าใส่ใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็สามารถชะล้างสารปนเปื้อนต่าง ๆ ออกไปได้จำนวนมาก

             - การประกอบอาหาร สำหรับเนื้อสัตว์ต้องเน้นที่การปรุงด้วยความร้อนที่เหมาะสม เน้นว่ากินสุกปลอดภัยที่สุด ส่วนผัก ผลไม้ที่กินดิบ แม้จะผ่านการล้างให้สะอาดแล้วก็ต้องเช็กอย่างถี่ถ้วนในขั้นตอนนี้ก่อนกินก่อนด้วย

             - การเก็บรักษา นอกจากสารปนเปื้อนที่มาจากขั้นตอนการผลิตแล้ว การเก็บอาหารที่ปรุงสุกแล้วไว้ยังเป็นการเพิ่มสารปนเปื้อนอย่างแบคทีเรียและสารพิษด้วย ดังนั้นหากกินอาหารไม่หมดก็ควรเก็บรักษาอย่างดี ไม่ควรวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง และไม่ควรแช่เย็นไว้นานเกินไปด้วยเช่นกัน

             อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ค่อยตระหนักถึงความน่ากลัวของสารปนเปื้อนเหล่านี้ แม้วิธีป้องกันจะง่ายกว่าการรักษาก็ตาม

ขอบคุณ link ข่าว line today...http://bit.ly/2OfuluJ


แข็งแรงได้…ในวัย 50.......

แข็งแรงได้…ในวัย 50
 เคล็ดลับที่จะช่วยดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อของคุณให้แข็งแรงขึ้น
เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องสุขภาพและการสร้างความเป็นอยู่ที่ดี การดูแลหลักโภชนาการและการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปด้วยกันพฤติกรรมบางอย่างที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเช่น การสูบบุหรี่, ละเลยการออกกำลังกาย, การรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
ล้วนเป็นการสร้างปัญหาสะสมอย่างต่อเนื่องและส่งผลเสีย ต่อร่างกายเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องสำคัญสำหรับวัยผู้ใหญ่อย่างเราๆ ที่ควรใส่ใจดูแลสุขภาพ ทั้งการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้เร็วขึ้น[1] ลดอัตราการเกิดโรคเรื้อรังและช่วยรักษาสมดุลการทำงานของกล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อเข้าสู่วัย 40 เรามีโอกาสที่จะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ถึง 8% ภายในระยะเวลา 10 ปี และเมื่อก้าวสู่ช่วงอายุ 70 ปีขึ้นไป อัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นแบบทวีคูณ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อหรือภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย คือสภาวะการสูญเสียความแข็งแรงโดยรวมของกล้ามเนื้อ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปถึง 1 ใน 3 คน
ความสำคัญของกล้ามเนื้อในร่างกายนอกเหนือจากการช่วยให้เราทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างเป็นปกติ  เช่น การหยิบ จับ ถือสิ่งของต่างๆ, เปิดปิดขวดน้ำ, ลุกนั่งบนเก้าอี้แล้วนั้น กล้ามเนื้อที่มีสุขภาพดีย่อมส่งผลดีต่อระบบการทำงานของอวัยวะ ในร่างกาย ทั้งในส่วนของผิวหนัง ระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงระบบการเผาผลาญ กล่าวคือ การดูแลมวลกล้ามเนื้อให้มีสุขภาพดีตามช่วงอายุ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยืดความสุขของช่วงชีวิตให้ยืนยาวมากยิ่งขึ้น
ข่าวดีตอนนี้คือ ด้วยวิธีการดูแลรักษามวลกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง สามารถช่วยชะลอและป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ เมื่อการเพิ่มขึ้นของอายุเป็นเรื่องธรรมชาติ การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เราจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรง โดยปรับสมดุลระหว่างการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเลือกรับประทานอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน
แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส เสนอ 5 เคล็ดลับที่จะช่วยดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อของคุณให้แข็งแรงขึ้น ฉะนั้น อ่านจบแล้วเริ่มทำตามเลยตั้งแต่ตอนนี้!
แข็งแรงได้ในวัย 50
เคล็ดลับสุขภาพเพื่อการดูแลกล้ามเนื้อเมื่อเราอายุมากขึ้น
ข่าวดีคือเราสามารถชะลอภาวะกล้ามเนื้อเสื่อมได้
1.ยิ่งเราอายุมาก ยิ่งมีความเสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อเสื่อม
ร่างกายคนเราจะเผชิญกับภาวะกล้ามเนื้อเสื่อมในช่วงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป มวลกล้ามเนื้อจะลดลงประมาณ 8% ในทุก ๆ 10 ปี แต่เมื่ออายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป อัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นแบบทวีคูณ โดยมวลกล้ามเนื้อจะลดลงประมาณ 15% ในทุก ๆ 10 ปี[2]
2.การดูแลกล้ามเนื้อให้ดี สำคัญยิ่งกว่าการสร้างความแข็งแกร่งกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเคลื่อนไหว การทรงตัว และระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกาย กล้ามเนื้อจะเป็นส่วนที่ควบคุมภาวะเหนื่อยหรือตื่นตัวของร่างกาย และยังสามารถมีผลกระทบถึงภาวะการใช้ออกซิเจนของร่างกายอีกด้วย นอกจากนั้น คุณอาจจะคิดไม่ถึงว่า หัวใจของคนเราก็เป็นกล้ามเนื้อที่ต้องการมัดกล้ามเนื้อมาช่วยในการสูบฉีดให้เป็นปกติ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจะต้องเริ่มคำนึงถึงสุขภาพที่ดีของกล้ามเนื้อ ให้เหมือนกับที่เราดูแลรักษาสุขภาพกระดูก
3.วัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ง่ายๆ แค่ลองบีบมือ
มีการศึกษาเกี่ยวกับการประเมินสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการกำมือได้แน่น บ่งบอกได้ถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีและมีความแม่นยำมากกว่าการวัดจากความดันโลหิตเสียอีก
หากคุณต้องการทดสอบความแข็งแรงของมวลกล้ามเนื้อ สามารถเข้าไปใช้บริการในสถานพยาบาลที่จะมีเครื่องมือวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือทำกิจกรรมง่ายๆด้วยตัวเอง เช่น ลองบิดเปิดขวดโหลแล้วสังเกตความแน่นของฝ่ามือ  หากพบความผิดปกติหรือเกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงอาจถึงเวลาที่คุณต้องเริ่มปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่สายเกินไปที่จะเริ่มดูแลกล้ามเนื้อของคุณตั้งแต่ตอนนี้ โดยเริ่มจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการและได้รับโปรตีนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
4.การรับประทานอาหารที่ดี ครบถ้วนด้วยโปรตีน เพื่อสร้างกล้ามเนื้อที่ดี
การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งผู้ใหญ่ยิ่งต้องใส่ใจการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะโปรตีนที่เป็นสารอาหารสำคัญสำหรับเสริมสร้างกล้ามเนื้อ[3]  แหล่งโปรตีนชั้นดี สามารถหาได้จากเนื้อสัตว์ติดมัน ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น
5.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพื่อลดอัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
จากคำแนะนำของนักโภชนาการปริมาณโปรตีนที่ผู้ใหญ่ควรได้รับต่อวันคือ 0.36 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ (0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) โดยเฉลี่ยปริมาณโปรตีนที่ผู้ชายต้องการต่อวันคือ 56 กรัม ส่วนผู้หญิงคือ 46 กรัม นอกจากนี้ปริมาณโปรตีนควรปรับเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตามอายุทุกๆ 1 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ร่างกายขาดสารอาหารจากการเจ็บป่วยหรืออยู่ในช่วงระหว่างการพักฟื้นจากการผ่าตัด

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/855610?

โคราชรับบริจาค 58 ล้าน  ช่วยแล้วคนเจ็บ-เสียชีวิต 9.1 ล้านบาท พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีทำบุญงานรวมดวงใจ...