วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563

อำนาจหน้าที่ของ WHO หลังประกาศสภาวะฉุกเฉิน ไวรัสโคโรนา:


อำนาจหน้าที่ของ WHO 
หลังประกาศสภาวะฉุกเฉิน  ไวรัสโคโรนา:


การประกาศสภาวะฉุกเฉินระดับนานาชาติของ WHO นอกจากจะเป็นการกระตุ้นความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว ยังเป็นเป็นการให้อำนาจ WHO ในการพิจารณาเสนอแนะแนวทาง หรือ ออกคำเตือนเกี่ยวกับการรับมือการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 ในประเทศต่างๆ
โดยหลังการประกาศสภาวะฉุกเฉินระดับนานาชาติ  องค์การอนามัยโลก หรือ WHO สามารถออกคำเตือนสำหรับการเดินทางไปยังเมือง ภูมิภาค หรือ ประเทศ ซึ่งมาตรการออกคำเตือนด้านการเดินทางเช่นนี้มักถูกใช้เพื่อควบคุมโรคที่มีความร้ายแรง แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว และเกิดขึ้นเป็นวงกว้างเช่นโรคซาร์ส ที่เกิดขึ้นใน 29 ประเทศ ระหว่างปี 20002 ถึงปี 2003 

ขณะเดียวกัน WHO ยังสามารถตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการสาธารณสุขที่ประเทศต่างๆนำมาใช้ เพื่อพิจารณาว่ามีเหตุผลและถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่ 
นอกจากนี้ หากมีประเทศใดที่ประกาศใช้มาตรการจำกัดการเดินทาง การค้า หรือ ปฏิเสธการเข้าประเทศของผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ WHO สามารถเรียกร้องให้ประเทศเหล่านั้นชี้แจงเหตุผลได้
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศแสดงความเห็นว่า แม้คำเตือน หรือ คำแนะนำจาก WHO หลังการประกาศสภาวะฉุกเฉินจะไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมายให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตาม แต่จะเป็นการโน้มน้าวให้เกิดการปฏิบัติตามสิ่งที่องค์กรดังกล่าวเรียกร้อง หรือ เสนอแนะแนวทางไป 
ขอบคุณ link ข่าว...https://www.pptvhd36.com/news/


ไวรัสโคโรนา: ย้ำเตือนปชช.สังเกตอาการปอดอักเสบรุนแรง พร้อมวิธีป้องกันไม่ยาก!


ไวรัสโคโรนา: ย้ำเตือนปชช.สังเกตอาการปอดอักเสบรุนแรง 
พร้อมวิธีป้องกันไม่ยาก!
กระทรวงสาธารณสุข ย้ำเตือนพฤติกรรมสุขภาพ สังเกตอาการไวรัสโคโรนา 2019 พร้อมแนะวิธีป้องกัน ล้างมือให้ถูกวิธี
วันที่ 31 ม.ค. 2563  พญ. พรรณพิมล  วิปุลากร  อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในประเทศจีน และการเฝ้าระวังในประเทศไทย ส่งผลให้ประชาชนตื่นตัวที่จะป้องกันตนเองให้ปลอดภัย   อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม สร้างสุขอนามัยที่ดีด้วยการ ล้างมือและสวมหน้ากากอนามัยป้องกัน  โดยเฉพาะการล้างมือทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังจากเข้าส้วม เพราะการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้ถูกวิธีจะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคอุจจาระร่วง
พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า การส่งเสริมพฤติกรรมการล้างมือทั้งก่อนและหลังทำอาหาร ก่อนกินอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ หลังหยิบจับสิ่งปกปรก หลังเยี่ยมผู้ป่วย หลังสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง และหลังกลับจากนอกบ้าน สามารถทำได้ทุกวัยไม่ว่าจะเป็นหญิงมีครรภ์     เด็กวัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนเป็นกลุ่มวัยที่ต้องให้ความสำคัญต่อการล้างมือมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กวัยนี้นิยมเล่นของเล่นหรือหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว อาจจะทำให้เสี่ยงนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงผู้สูงอายุซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่ำเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงได้ แต่ในกรณีที่ไม่สะดวกล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้ใช้เจลล้างมือแทนได้ ซึ่งหาซื้อได้ง่าย พกติดตัวได้ตลอดเวลา
อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า  สำหรับแนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันตัวจากโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นั้น ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่แออัด ไม่ควรใช้ของส่วนตัว       ร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง               
แต่หากเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยต้องลดการเดินทางไปในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น หรือถ้าจำเป็น        ควรสวมหน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นและต้องใส่ให้ถูกวิธี รวมทั้งเมื่อมีอาการไอหรือจาม มีไข้ มีน้ำมูก  หายใจหอบเหนื่อย   ให้ใช้หน้ากากป้องกันโรคหรือกระดาษทิชชูหรือต้นแขนด้านใน ปิดปากและจมูก ทิ้งหน้ากากหรือกระดาษทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด
ทั้งนี้ นอกจากการป้องกันด้วยหน้ากากอนามัยแล้ว การล้างมือก็สำคัญ ซึ่งมีอยู่ 7 ขั้นตอนเพื่อปลอดเชื้อโรค รวมทั้งไวรัสโคโรนา 2019  ดังนี้   1.ฝ่ามือถูกัน   2.ฝ่ามือถูหลังมือ และนิ้วถูซอกนิ้ว  3.ฝ่ามือถูฝ่ามือ และนิ้วถูซอกนิ้ว 4.หลังนิ้วมือ ถูฝ่ามือ 5.ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ 6.ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ และ 7.ถูรอบข้อมือ  สำหรับประชาชนที่มีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเกี่ยวกับโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 สามารถติดตามข้อมูลได้จาก เว็บไซต์กรมควบคุมโรคและคลิกเข้าไปที่ “อู่ฮั่น”   https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/intro.php หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค      โทร. 1422”  
 ขอบคุณ link ข่าว ...https://www.pptvhd36.com/news/




วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563

นักวิทย์จีนพบยา 3 ชนิด 

ที่มีฤทธิ์ยับยั้ง “ไวรัสอู่ฮั่น” ในระดับเซลล์


นักวิทย์จีนพบยา


นักวิทย์จีนพบยา – วันที่ 30 ม.ค. ซินหัว รายงานจาก หนังสือพิมพ์หูเป่ย์เดลี เมื่อ 29 ม.ค. ว่า นักวิจัยชาวจีนพบยาที่มีอยู่ 3 ชนิด ที่มีผลยับยั้งเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCov) ค่อนข้างดีในระดับเซลล์ ได้แก่ เรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) คลอโรควิน (Chloroquine) และ ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนเพื่อรับการอนุมัติในการใช้ทางการแพทย์


การค้นพบดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือโดยนักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร และสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ภายใต้สถาบันวิทยาศาสตร์ของจีน

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยจากสถาบันเครื่องยาแห่งเซี่ยงไฮ้ Shanghai Institute of Materia Medica ภายใต้สถาบันวิทยาศาสตร์ของจีนเช่นกัน และมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เทค ร่วมกันคัดเลือกยาที่มีอยู่ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ และยาแผนโบราณจีน ทั้งหมด 30 ชนิด ซึ่งอาจมีผลทางการรักษาเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ยาที่ผ่านการคัดเลือกประกอบด้วย ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวี 12 ชนิด ได้แก่ อินดินาเวียร์ (Indinavir) ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) โลปินาเวียร์ (Lopinavir) และ คาร์ฟิลโซมิบ (Carfilzomib), ยาต้านเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus-RSV) ที่ก่อโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ จำนวน 2 ชนิด, ยาต้านโรคจิตเภท, ยากดภูมิคุ้มกัน และยาตามแพทย์จีน เช่น ผักไผ่ญี่ปุ่น (polygonum cuspidatum)

นับตั้งแต่การระบาดของเชื้่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่มีต้นตอจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ตอนกลางของจีน คณะนักวิจัยที่นำโดยสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ดำเนินการวิจัย 5 อย่าง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจโรคอย่างรวดเร็ว ยาหรือวัคซีนต้านไวรัส การวิจัยตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสัตว์ ตลอดจนการวิจัยสาเหตุของโรคและระบาดวิทยา
คณะนักวิจัยที่นำโดย สือ เจิงหลี นักไวรัสวิทยาผู้มีชื่อเสียงแห่งสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น กล่าวว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อาจมีต้นกำเนิดในค้างคาว

     คณะนักวิจัยสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นยังพัฒนากระดาษทดสอบแอนติบอดี สำหรับการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตแล้ว 170 ราย และมีผู้ติดเชื้อ 7,711 คน

ทูลกระหม่อมทรงห่วงคนไทยในอู่ฮั่น


ทูลกระหม่อมทรงห่วงคนไทยในอู่ฮั่น


ทูลกระหม่อมทรงห่วงคนไทยในอู่ฮั่น เป็นกำลังใจทุกคนสู้สู้ ยกบางประเทศ พาคนของเขากลับมาได้แล้ว
วันที่ 30 ม.ค. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์ภาพในอินสตาแกรมส่วนพระองค์ เป็นภาพขณะทรงชุดกี่เพ้า โดยทรงโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสโคโรนา และฝากความห่วงใยถึงคนไทยที่กำลังรอการพากลับมายังประเทศของตนเอง ดังนี้
มีคนขอให้โพสต์รูปนี้ลง เป็นภาพที่ถ่ายในวันตรุษจีน เลยแถมชุดกี่เพ้าอีกชุด หมู่นี้ยังใส่ชุดจีนอยู่เพราะธรรมดาจะใส่ 10 วัน แต่เดี๋ยวนี้ต้องใส่ mask เป็นชุดกี่เพ้าเทรนด์ใหม่  ได้ข่าวว่าสหรัฐและญี่ปุ่นเขารับคนของเขากลับไปแล้ว และเขาก็ต้องเก็บตัว quarantine เพื่อดูอาการต่อไป หวังว่าคนไทยจะได้กลับบ้านในเร็ววันนะคะ ทุกคนเป็นห่วง ♥️ #ขอเป็นกำลังใจ #ไม่ว่างไม่ใช่ไม่สวย



ขอบคุณ link ข่าว...https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_3494170

ปูพิษกินไม่ได้ พิษร้ายแรงทำช็อก เป็นอัมพาต อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต


ปูพิษกินไม่ได้ พิษร้ายแรงทำช็อก เป็นอัมพาต 
อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

วันที่ 30 ม.ค. รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงรายละเอียด กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ไปโพสต์ภาพปูในกลุ่มบ้านฉาง@ระยอง พร้อมกับถามว่า ปูอะไร กินได้ไหม


ต่อมา รศ.ดร.เจษฎา ระบุว่า “ตัวนี้เป็นปูพิษครับ อยู่ในกลุ่มปูใบ้” หลายคนน่าจะไม่เคยทราบว่า “ปู” มีหลายชนิดที่มีพิษ อันตรายถึงตายได้ อย่างเช่น ปูในรูปนี้ครับ ปูสวยๆ ตัวนี้มีชื่อว่า Mosaic reef crab หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lophozozymus pictor อยู่ในวงศ์ Xanthidae (พวกปูใบ้)
โดยมักพบตามแนวปะการัง ใกล้ชายฝั่ง ขนาดตัวประมาณ 8-10 เซนติเมตร มักมีสีแดงถึงส้ม พร้อมลวดลายจุดสีขาวคล้ายกระเบื้องโมเสกบนกระดอง มีก้ามสั้นที่มีปลายสีดำ ปัจจุบันถือว่าเป็นปูชนิดที่หาได้ค่อนข้างยาก ปกติเวลาเราคิดถึงสัตว์ทะเลที่มีพิษ ก็มักจะคิดถึงปลาปักเป้า หรือแมงดาไฟกัน แต่ก็มีปูอยู่หลายชนิดที่มีพิษสะสมในตัว และทำให้ถึงแก่ความตายได้ถ้ากินเข้าไป

ปูพิษที่ว่านั้น มักจะเป็นปูในวงศ์ปูใบ้ เช่น ปูใบ้แดง (Artergatis intergerrimus) ปูใบ้ลาย (Lophozozymus pictor) ปูตาเกียง (Eriphia smithi) ปูใบ้ตาแดง (Eriphia sebana) เป็นต้น ขณะที่ปูใบ้อีกหลายชนิด ก็สามารถนำมากินได้โดยไม่มีพิษ (จึงทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้ ถ้าเลือกกินผิดชนิด)

ปูใบ้ชนิดที่มีพิษนั้น มีทั้งพิษที่เกิดจากสารกลุ่มนิวโรท็อกซิน ที่ทำลายประสาท เช่น สาร ซาซิทอกซิน (saxitoxin) โดยปูใบ้ได้กินแพลงค์ตอนพิษกลุ่มไดโนแฟลกเจเลทเข้าไป และสะสมพิษเหล่านี้ไว้ในตัว รวมทั้งมีพิษกลุ่มเตโตรโดท็อกซิน ชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า โดยอาจจะสร้างจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของปูใบ้

สารพิษพวกนี้ ส่วนใหญ่จะทนความร้อนสูง ดังนั้น ถึงนำไปประกอบอาหารด้วยการนึ่ง อบ หรือปิ้งย่าง ก็ไม่สามารถทำลายพิษลงได้ ถ้าได้รับเข้าไป อาจจะเกิดอาการบวมที่ริมฝีปาก ลิ้น ลำคอ และใบหน้า ถ่ายท้อง ปวดท้อง และช็อก รวมถึงเป็นอัมพาต และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นแม้แต่อาหารที่ดูธรรมดาๆ มาก อย่าง “ปู” ก็ต้องเลือกกินให้ถูกต้อง ไม่เอาชนิดที่มีพิษมากินกันนะครับ
 

ขอบคุณ link ข่าว ....https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_3494221

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563

พยาบาลโกนหัว ประหยัดเวลา-เลี่ยงติดเชื้อ ช่วยรักษาผู้ป่วยไวรัสอู่ฮั่น

พยาบาลโกนหัว ประหยัดเวลา-เลี่ยงติดเชื้อ 

ช่วยรักษาผู้ป่วยไวรัสอู่ฮั่น 

พยาบาลโกนหัว – วันที่ 27 ม.ค. ไชน่าเดลี่ รายงานว่า นางซาน เซี่ย พยาบาลวัย 30 ปี โรงพยาบาลเหรินหมิน มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ตอนกลางของจีน โกนผมยาวตัวเองจนเกลี้ยงศีรษะ เพื่อช่วยในการทำงานต่อสู้กับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCoV) ที่มีเมืองอู่ฮั่นเป็นต้นตอของการระบาด

นางซาน แม่ลูกสอง กล่าวว่า ตัดผมเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อข้ามคน และประหยัดเวลาสวมใส่และถอดชุดป้องกัน
วันเดียวกัน คณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติของจีนแถลงข่าว จะส่งทีมบุคลากรทางการแพทย์ 959 คน จาก 7 มณฑลและเมืองทั่วประเทศ ได้แก่ มณฑลเหอหนาน มณฑลจี๋หลิน มณฑลเหลียวหนิง มณฑลซานซี มณฑลส่านซี เทศบาลนครเทียนจิน และเทศบาลนครฉงชิ่ง เพื่อป้องกันและยับยั้งการติดเชื้อไวรัส
นอกจากนี้ จะส่งคณะกรรมการบริหาร 7 ชุด ไปกรุงปักกิ่ง เหอเป่ย เซี่ยงไฮ้ เหอหนาน หูหนาน กวางตุ้ง และเสฉวน เพื่อกำกับดูแลการบริหารเพื่อขัดขวางการแพร่ของเชื้อไวรัสโคโรนา โดยตรวจสอบการทำงานเฝ้าระวังการระบาด การรักษาพยาบาล การป้องกันการระบาด และควบคุม โดยชุมชนและสถานพยาบาลท้องถิ่น
หม่า เสี่ยเหว่ย รัฐมนตรีคณะกรรมการสาธารณสุขแห่งชาติของจีน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า จะส่งบุคลากรทางการแพทย์ 1,600 คน จำนวน 12 ทีม ไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดในมณฑลหูเป่ย และทางการยังกำลังประสานงานเวชภัณฑ์อย่างเร่งด่วนเพื่อควบคุมการระบาด
ขอบคุณ link ข่าว ...https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_3474773


“กัญชง” คืออะไร ประโยชน์ต่างหรือเหมือน “กัญชา”


กัญชง” คืออะไร ประโยชน์ต่างหรือเหมือน “กัญชา”
 
ที่ปรึกษาองค์การเภสัชกรรมพัฒนากัญชงสายพันธุ์ CBD สูง THC ต่ำเกือบเท่ายูเอ็นกำหนด เตรียมพร้อมรับประกาศสารซีบีดีออกจากยาเสพติด มี.ค. 63

หลังจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติผ่านร่างกฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิตนำเข้าส่งออกจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 เฉพาะกัญชง (Hemp)  พ.ศ.... เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขทดแทนกฎกระทรวงฯเดิม โดยเตรียมส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา หลังจากนั้นจะประกาศใช้ได้ทันที โดยจะอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปปลูกระดับครัวเรือนละไม่เกิน 1 ไร่ และต้องเป็นไปตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)

ก่อนจะเตรียมพร้อมปลูกกัญชงที่ถูกกฎหมาย มาดูความแตกต่างระหว่าง “กัญชง” และ “กัญชา” กันดีกว่าว่า แตกต่างอย่างไร
รศ.ดร.วิเชียร กีรตินิจกาล อาจารย์จากภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่ปรึกษาองค์การเภสัชกรรม(อภ.) กล่าวว่า  จริงๆ กัญชง กับ กัญชา เป็นพืชวงศ์เดียวกัน เรียกว่าเป็นพี่น้องกันก็ว่าได้ เพียงแต่จะมีความแตกต่าง ทั้งทางกายภาพบ้าง และตัวปริมาณสารสำคัญ ซึ่งสหประชาชาติกำหนดไว้ว่า ในกัญชง ต้องมีซีบีดี(CBD : Cannabidiol) สูง และมีทีเอชซี (THC :Tetrahydrocannabinol) ไม่ต่ำกว่า 0.2%  สำหรับประเทศไทยกำหนดไว้ว่า ต้องมีสารทีเอชซีไม่ต่ำกว่า 1%

ปัจจุบันตามกฎหมายไทยกำหนด คือ กัญชงต้องมีสารทีเอชซีไม่เกิน 1 %  ซึ่งผมสามารถพัฒนาสายพันธุ์กัญชงจนได้สารทีเอชซีไม่ต่ำกว่า  0.3-0.4 %  ขณะที่สหประชาชาติ(ยูเอ็น)กำหนดให้ไม่ต่ำกว่า 0.2%   ดังนั้น ขณะนี้ถือว่าเราพัฒนาใกล้เคียงกับที่ยูเอ็นกำหนด แต่เพราะอากาศของประเทศไทยมีสภาพอาการร้อน ทำให้ค่าทีเอชซียังไม่ได้เท่ากับที่ยูเอ็นระบุไว้  ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานจะสามารถทำได้ เนื่องจากหากพัฒนาได้สำเร็จก็จะดีในแง่การส่งออกด้วย” รศ.ดร.วิเชียร กล่าว 
รศ.ดร.วิเชียร กล่าวว่า กัญชง แยกได้ 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มใช้ประโยชน์จากเส้นใย จะมีความเหนียว เหมาะกับการนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งเครื่องนุ่งห่ม  สิ่งทอ เสื้อเกราะ ฉนวนความร้อนในอุตสาหกรรมต่างๆ ฯลฯ 2. กลุ่มใช้เมล็ด จะไม่มีสารซีบีดี และทีเอชซี แต่มีประโยชน์ในเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ มีโอเมก้า-3 เรียกว่าเป็นน้ำมันคุณภาพ ใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และ3.กัญชงที่เน้นให้สารซีบีดีสูง ตรงนี้สามารถนำประโยชน์ซีบีดีมาใช้ได้เยอะ  อย่างเครื่องสำอาง หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์กลุ่มรักษาสิว
ผู้สื่อข่าวถามว่าสหประชาชาติจะประกาศปลดล็อกสารซีบีดีออกจากยาเสพติดเมื่อไหร่ รศ.ดร.วิเชียร กล่าวว่า คาดว่าในเดือนมีนาคม 2563 องค์การอนามัยโลกจะเสนอสหประชาชาติ ปลดล็อกซีบีดีออกจากสารเสพติด โดยกัญชาหรือกัญชงที่มีสารCBD สูง จะต้องมีสารTHC ไม่เกิน 0.2 % ก็จะถือว่าเป็นซีบีดีไม่ใช่ยาเสพติด 
สำหรับ  “กัญชง” หรือเรียกอีกอย่างว่า “เฮมพ์​ (Hemp)”  เป็นพืชในวงศ์ CANNABACEAE เป็นวงศ์เดียวกับ “กัญชา”  หรือ Marijuana   ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพบางอย่างคล้ายคลึงกัน แต่ก็ยังสามารถแยกแยะได้จากลักษณะลำต้นและใบ ซึ่งกัญชงจะมีลักษณะต้นสูงกว่าและใบที่เรียวยาวและสีอ่อนกว่า  และนอกจากลักษณะทางกายภาพแล้ว กัญชงยังมีลักษณะทางเคมีที่แตกต่างกับกัญชาอีกด้วย โดยกัญชงมีปริมาณของสารทีเอชซี  ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทค่อนข้างต่ำ ในขณะที่มีสารซีบีดี  ที่ช่วยในการรักษาโรคบางชนิดในปริมาณที่สูงกว่ากัญชา
 

 ขอบคุณ link ข่าว...https://www.pptvhd36.com/news/




วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563

“ไวรัสโคโรนา” หรือ “ไวรัสอู่ฮั่น” เกิดจากอะไร ??? มีวิธีป้องกันอย่างไร ???

ไวรัสโคโรนา” หรือ “ไวรัสอู่ฮั่น” 
เกิดจากอะไร ??? มีวิธีป้องกันอย่างไร ???

ไวรัสโคโรนา” เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่พบในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัส เป็นไวรัสกลุ่มใหญ่ที่พบได้ทั้งในคนและในสัตว์ ซึ่งในการนี้มีประชากรชาวจีนกว่า 11 ล้านคน กำลังประสบปัญหาอยู่ ภายหลังมีการเก็บตัวอย่างไวรัสจากคนไข้นำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ในเวลาต่อมาจีนและอนามัยโลก (WHO) เรียกโรคนี้ว่า ‘โรคปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ’ (pneumonia of unknown cause)
เชื้อ “โคโรนาไวรัส” coronavirus (CoV) สายพันธุ์ใหม่ กำลังระบาดในหลายประเทศ มีผู้ติดเชื้อหลายร้อยคน และเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง ถึงเวลาที่ต้องตระหนักถึงโรคนี้แล้ว กำลังระบาดทั่วโลก และลามมาถึงประเทศไทยแล้ว สำหรับ "ไวรัสโคโรนา" coronavirus (CoV) สายพันธุ์ใหม่ 2019 โดยพบผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้ว 400 คน และมีผู้เสียชีวิต 9 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 21 ม.ค.63) ทั้งนี้ 
สำหรับไวรัสโคโรนาเป็นเชื้อไวรัสที่พบได้ทั้งในสัตว์และคน มีด้วยกันหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ก่อโรคในสัตว์ บางสายพันธ์ก่อโรคในคน โดยการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบด้วย
จากการสอบสวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาเบื้องต้นในประเทศจีน พบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทำงานในตลาดหรือมีประวัติเดินทางไปที่ตลาด South China Seafood Market ในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีการค้าสัตว์หลายชนิด เช่น นก ไก่ฟ้า งู เครื่องในกระต่าย และสัตว์ป่าอื่นๆ ขณะนี้ตลาดดังกล่าวได้มีการจัดการด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และถูกปิดแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563  เรามาดูกันว่า ไวรัสโรคปอดอักเสบโคโรนา มีวิธีสังเกตอาการอย่างไร และเรามีวิธีป้องกันโรคร้ายอย่างไรได้บ้าง…

โรคปอดอักเสบ (pneumonia) ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ พบได้ทั้งการติดเชื้อ ไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอด และเนื้อเยื่อโดยรอบ อาการสำคัญ ได้แก่ มีไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ  ขณะที่ โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Novel Coronavirus: nCoV) มีรหัสหรือลำดับทางพันธุกรรม (Genetic Sequences) คล้ายคลึงกับโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงที่เรารู้จักกันในชื่อ “ซาร์ส” (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) ที่เคยคร่าชีวิตผู้คนไปมากถึง 700 ชีวิต และมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 8,000 คนทั่วโลกมากถึงร้อยละ 80 โดยมีลักษณะอาการสำคัญของผู้ติดเชื้อคล้ายคลึงกับโรคปอดอักเสบโดยทั่วไป คือ การมีไข้ร่วมกับความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอ มีน้ำมูก และหายใจเหนื่อยหอบ เป็นต้น

การควบคุมการระบาดของไวรัสจะง่ายขึ้นเมื่อรู้ว่าแหล่งที่มาของเชื้อไวรัสมาจากไหน สำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับตลาดขายส่งปลาและอาหารทะเลขนาดใหญ่ในเมืองอู่ฮั่น  อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดอย่างวาฬเบลูก้า สามารถเป็นพาหะของไวรัสโคโรนาได้ แต่ตลาดอาหารทะเลแห่งนี้ยังมีการซื้อขายสัตว์ป่า เช่น ไก่ ค้างคาว กระต่าย งู ซึ่งดูเหมือนว่าน่าจะเป็นแหล่งของไวรัสมากกว่า
ทำไมเกิดที่จีนเพราะจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรหนาแน่น และมีกิจกรรมที่มีการปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแหล่งไวรัสที่มาจากสัตว์


วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 

1.งดเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน หรือใกล้เคียง
2.หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย
3.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือชุมชน
4.ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม
5.สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน
6. ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ        ผ้าเช็ดตัว
7.หลีกเลี่ยงการเข้าไปตลาดค้าสัตว์ และไม่สัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย
8. หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจลล้างมือ
 ห้ามรับประทานของดิบ แต่กินอาหารที่สะอาดปลอดภัยมีสารอาหารครบถ้วน
หมั่นล้างมือรักษาความสะอาด นอนพักผ่อนให้เพียงพอ










โคราชรับบริจาค 58 ล้าน  ช่วยแล้วคนเจ็บ-เสียชีวิต 9.1 ล้านบาท พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีทำบุญงานรวมดวงใจ...