วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

                 

                 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงแนะก่อนบังคับใช้กม.อย่างเคร่งครัด ควรคำนึงเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และประเพณี สิ่งต่างๆ ที่ฝ่ายบ้านเมืองทำไว้ในวันนี้มันจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้คนรุ่นหลักใช้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อพระสงฆ์ทั้งประเทศทันที หากวันหน้าผู้นำประเทศไม่ใช่ชาวพุทธขึ้นมา พระพุทธศาสนามิแหลกลาญเพราะแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือ??
วันนี้ ! 25 ก.พ. 2560 - 13.59 น.

                    พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยา เสด็จ ประทานพระดำรัสเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมและพัฒนา

                    ทรงแนะก่อนบังคับใช้กม.อย่างเคร่งครัด ควรคำนึงเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และประเพณี..

                     ทรงประทานพระดำรัส ที่แสดงความอัจฉริยภาพทางกฎหมาย เป็นหลักนิติธรรมในการทำงานถือว่าควรนำมาพิจารณาอย่างยิ่ง...เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันพอดีนำมาให้อ่านประดับสติปัญญา เพื่อเป็นข้อคิดสำหรับผู้ที่คิดง่ายๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

                     ฝ่ายบ้านเมือง เวลาจะทำอะไร ก็คุ้นเคยแต่เรื่องการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว ทำให้เมื่อมาทำงานเกี่ยวกับศาสนา
ไม่ทันได้คิดถึงผลกระทบด้านอื่นๆ ไปด้วย

                     ขณะที่ฝ่ายพระเถระผู้ใหญ่ จะตัดสินใจทำอะไรแต่ละเรื่องต้องคำนึงผลกระทบถึง 5 เรื่อง คือ 
1. ธรรมวินัย 
2. กฎหมายบ้านเมือง 
3. กฎหมายสงฆ์ 
4. ธรรมเนียมปฏิบัติ 
5. เถระบัญญัติ

    เพราะทั้ง 5 เรื่องนี้ คือเสาหลักที่ค้ำจุนเถรวาทมา 2,600 ปี

                  หากผิดพลาดขึ้นมาย่อมกระทบกระเทือนถึงความดำรงอยู่ในระยะยาวของพระพุทธศาสนา

                   กรณีที่ฝ่ายบ้านเมืองตั้งข้อหาพระสงฆ์
จากการรับบริจาคว่าเป็นการฟอกเงินและรับของโจรเรื่องแบบนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทยรวมทั้งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาทุกนิกายก็ไม่เคยมีเมื่อเป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์


                    สิ่งต่างๆ ที่ฝ่ายบ้านเมืองทำไว้ในวันนี้มันจะกลายเป็นบรรทัดฐานให้คนรุ่นหลังใช้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อพระสงฆ์ทั้งประเทศทันที

                     จริงอยู่ที่ฝ่ายบ้านเมืองจะใช้อำนาจรัฐ
เร่งรีบลัดขั้นตอนตามใจชอบยังไงก็ได้

                      แต่ฝ่ายพระสงฆ์จะเร่งรีบลัดขั้นตอนโดยไม่คำนึงผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาและสังฆมณฑลโดยภาพรวมไม่ได้

                     เพราะหากมีความผิดพลาดเสียหายขึ้นมา 
ปัญหาระยะยาวไม่ได้เกิดขึ้นกับฝ่ายบ้านเมือง
แต่เกิดขึ้นกับฝ่ายพระพุทธศาสนา
และยังเป็นแบบแผนให้สามารถใช้กฎหมายบ้านเมืองล้มเสาหลักทั้ง 5 ต้น ที่ค้ำจุนเถรวาทให้พังทลายลงมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกด้วย

                      ลองคิดดูว่า ขนาดตอนนี้ผู้นำประเทศเป็นชาวพุทธ พระพุทธศาสนายังได้รับผลกระทบกระเทือน
จากการตั้งข้อหาโดยไม่เป็นธรรมแบบนี้

                          หากวันหน้าผู้นำประเทศไม่ใช่ชาวพุทธขึ้นมา
พระพุทธศาสนามิแหลกลาญเพราะแนวทางปฏิบัติ
ที่เจ้าหน้าที่กฎหมายฝ่ายบ้านเมืองทำไว้
เป็นบรรทัดฐานในวันนี้หรอกหรือ ?


ขอบคุณ link ข่าว ...http://bit.ly/2IGbJ6x

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

 7 จังหวัดภาคเหนือ 

เสี่ยงฝุ่นพิษ


                    กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เผย พื้นที่ภาคเหนือ 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ และตาก คุณภาพอากาศในภาพรวมเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาขยะและเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าและปัญหาหมอกควันปกคลุมพื้นที่
                       นายชยพล ธิติศักดิ์อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่าจากการประสานข้อมูลคุณภาพอากาศกับกรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 05.00 น. พบว่า ภาคเหนือมีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24ชั่วโมง เกินค่ามาตรฐาน (50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)และดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เกินค่ามาตรฐาน 100 ใน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ (ต.ช้างเผือกต.ศรีภูมิ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม) ลำปาง (ต.พระบาทอ.เมืองลำปาง ต.บ้านดง ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ) ลำพูน (ต.บ้านกลาง อ.เมืองลำพูน)แม่ฮ่องสอน (ต.จองคำ อ.เมืองแม่ฮ่องสอน) น่าน (ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน) แพร่(ต.นาจักร อ.เมืองแพร่) ตาก (ต.แม่ปะ อ.แม่สอด) โดยมีค่า PM2.5 ระหว่าง 51 - 105 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM10 ระหว่าง 33 126 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร 
                      และ AQIมีค่าระหว่าง 101 238ซึ่งคุณภาพอากาศในภาพรวมอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ต.ช้างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีค่า PM2.5 อยู่ที่ 105 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า PM10 อยู่ที่ 126 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ AQI มีค่าระหว่าง 238 คุณภาพอากาศอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ
                         ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสาน 7จังหวัดภาคเหนือดังกล่าว ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่รวมถึงได้จัดเจ้าหน้าชุดปฏิบัติการพร้อมด้วยเครื่องจักรกลสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศโดยฉีดพ่นน้ำเพิ่มความชื้นและลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศอย่างต่อเนื่องพร้อมจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ 
                        ติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดรวมถึงดำเนินมาตรการควบคุมการเผาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้เน้นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบจุดไฟเผาพื้นที่เกษตรกรรมให้กำหนดช่วงเวลาจัดระเบียบการเผา และประกาศเขตห้ามเผาตลอดจนขอความร่วมมือประชาชนงดเว้นการเผาขยะและเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อป้องกันสถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน
                          สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุมให้หลีกเลี่ยงการประกอบกิจกรรมในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานานรวมถึงใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ออกนอกบ้านเพื่อป้องกันมิให้สูดดมฝุ่นละอองเข้าสู่ร่างกายสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อประสานแก้ไขปัญหาโดยด่วนต่อไป
ขอบคุณ link ข่าว ...http://www.nationtv.tv/main/content/378692404/

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

แมวของดีไซเนอร์ดัง “ลาเกอเฟลด์” จ่อรับมรดก 6,500 ล้านบาท


แมวสุดที่รักของ คาร์ล ลาเกอเฟลด์ (Karl Lagerfeld) ดีไซเนอร์ดังแห่งแบรนด์ชาเนล จ่อรับมรดก คิดเป็นเงินไทยกว่า 6,600 ล้านบาท

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

กรมธรณีฯ เฝ้าระวังเข้มพื้นที่รอยเลื่อน 

เตือนคนไทย แผ่นดินไหวใกล้ตัว ต้องเรียนรู้ ซ้อมรับเหตุ


                  วันที่ 21 กุมภาพันธ์  2562  นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์เรื่อง การเกิดแผ่นที่ไหวขนาด 4.9 ริกเตอร์ เมื่อบ่ายวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่าเหตุเกิดจากการขยับตัวของรอยเลื่อนพะเยาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเที่ยง โดยสิ้นสุดในเวลาประมาณ 22.00 น.แต่ก็เฝ้าระวังตลอดทั้งคืน จนกระทั่งถึงเช้าของวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ล่าสุดพบว่า ทุกอย่างได้เข้าสู่ภาวะปกติ

                    นายสมหมายกล่าวว่า ลักษณะการขยับ และเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ติดต่อ และมีลักษณะเดียวกับรอยเลื่อนพะเยา คือ รอยเลื่อนพาน ที่ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่มีพลัง ก็มีความเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน คือ ขยับ แล้วหยุด อีกพักหนึ่งก็จะขยับอีก อธิบายในภาพใหญ่ของโลกคือ เปลือกโลกจะมีการขยับตัวไปมา ขยับในระดับทวีปจากด้านกว้าง เปลือกโลกด้านตะวันตกมุดตัว แผ่นดินด้านบนก็จะขยับตาม ส่วนที่เป็นรอยแตกก็จะเลื่อน สำหรับประเทศไทยนั้น มีรอยแตกจากการเลื่อนตัวอยู่ทั้งหมด 15 แห่งทั่วประเทศ เช่น รอยเลื่อนแม่จัน ที่ จ.เชียงราย รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย จ.ระนอง เป็นต้น

                    เมื่อถามว่า ในเมื่อรอยเลื่อนพะเยามีการเคลื่อนไหว จะทำให้รอยเลื่อนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ หรือต่อเนื่องมีปฏิกิริยาอะไรหรือไม่ นายสมหมายกล่าวว่า รอยเลื่อนที่ต่อเนื่องกับรอยเลื่อนพะเยาก็คือ รอยเลื่อนแม่ลาว ซึ่งรอยเลื่อนแม่ลาวนั้น เคยขยับตัวเมื่อปี 2557 ทำให้ จ.เชียงราย เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ริกเตอร์ ซึ่งการขยับของรอยเลื่อนพะเยาครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบกับรอยเลื่อนพะเยาอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้รอยเลื่อนแม่ลาวต้องสะสมพลังงานในระดับหนึ่งด้วยก่อนถึงจะปล่อยพลังออกมา ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่าวันไหนอย่างไร


                   เมื่อถามอีกว่า ระยะเวลา 6 ปี นั้น ทางวิชาการสามารถรู้ได้หรือไม่ว่า รอยเลื่อนแม่ลาวจะสะสมพลังงานไว้มากแค่ไหน อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีกล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะบันทึกเป็นสถิติเพื่อยืนยันการสะสมพลังงานที่ชัดเจนออกมาได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของรอยเลื่อนพะเยาที่บันทึกได้ คือ มีการขยับครั้งล่าสุด เมื่อเดือนกันยายน 2537 ที่ อ.พาน จ.เชียงไหว ขนาด 5.1 ส่งผลให้อาคารสูง เจดีย์บางแห่งมีรอยร้าว และอีก 25 ปี ต่อมาคือ เกิดที่ จ.ลำปาง ความรุนแรง 4.9 ลดลงจากเมื่อ 25 ปีก่อน ถามว่า รอยเลื่อนพะเยาปล่อยพลังงานออกมาหมดหรือยัง ก็ยังไม่สามารถตอบได้ ทั้งนี้ เปลือกโลกก็ยังคงมีการขยับตัวเรื่อยๆ

                           “พื้นที่ไหนที่เรามีสถิติว่า เคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง แล้วหยุดไปนานๆ ก็จะน่าจับตาดูเพราะหมายถึงการสะสมพลังงานเอาไว้มาก การเกิดแผ่นดินไหวแต่ละครั้งถือเป็นการปลดปล่อยพลังงานออกมา ความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับขนาด และการสะสมพลังงาน แต่เรายังไม่สามารถประมาณการได้ว่า ครั้งต่อๆ ไปจะเกิดอีกวันไหน ขนาดเท่าใด” นายสมหมาย กล่าว

                          อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีกล่าวว่า เรื่องของการเฝ้าระวังพื้นที่ที่เป็นบริเวณของรอยเลื่อนแผ่นดินไหวนั้น มีทีมนักวิชาการที่ทำงานเรื่องนี้ โดยกรมทรัพยากรธรณีตั้งเป็นไลน์กรุ๊ปขึ้นมา มีทั้งผู้เชี่ยวชาญของกรมทรัพยากรธรณีเอง รวมไปถึง ผู้เชี่ยวชาญของกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีการปรึกษา แชร์ และวิเคราะห์ข้อมูลกันตลอด 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้คนไทยตื่นตระหนกกับเรื่องของแผ่นดินไหว แต่อยากให้ทุกคนรับรู้ว่ามันจะเกิดเมื่อไรก็ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ในบริเวณรอยเลื่อน ควรจะซ้อมปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหว อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ขอบคุณ link ข่าว ...https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_1373432


สื่อทางการจีนเปิดตัว “ผู้ประกาศข่าว AI” หญิงคนแรกของโลก
.
                   วานนี้ (20 ก.พ. 2562 ) สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนเปิดตัวผู้ประกาศข่าวปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) เพศหญิง “คน” แรกของโลก ซึ่งเตรียมทำหน้าที่ระหว่างการประชุมสองสภา (Two Sessions) ของจีน
.
                คลิปวีดีโอเผยภาพผู้ประกาศข่าวหญิงกล่าวแนะนำตัวอย่างเป็นธรรมชาติว่าชื่อ “ซิน เสี่ยวเหมิง” (Xin Xiaomeng) ซึ่งอาศัยรูปลักษณ์และน้ำเสียงของชีว์ เหมิง ผู้ประกาศข่าวของสำนักข่าวซินหัวที่มีตัวตนอยู่จริง
.
                  หญิงผู้ประกาศข่าวเอไอคนใหม่เกิดจากความร่วมมือของสำนักข่าวซินหัวและโซวโก่ว (Sogou) บริษัทผู้ผลิตเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลรายใหญ่ของจีน ซึ่งเคยเปิดตัวผู้ประกาศข่าวเอไอเพศชายคนแรกของโลกเมื่อเดือนพ.ย. ปีก่อน
.
                  สำนักข่าวซินหัวระบุว่า “ผู้ประกาศข่าวเอไอ” สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงบนทุกแพลตฟอร์มรายงานข่าว ไม่ว่าจะเว็บไซต์ทางการหรือสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน



                    น่ายินดี!ชาวซินเจียงพ้นจนครึ่งล้านภายในหนึ่งปี หลังเงินลงทุนไหลเข้าผ่านโครงการแก้จน
.
                       ปัญหาความยากจนนับเป็นวาระสำคัญแห่งชาติที่จีนกัดไม่ปล่อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งก็มีตัวเลขผลงานออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดมีรายงานว่า เมื่อปีที่ผ่านมา เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ได้รับเงินลงทุน 3.34 หมื่นล้านหยวนในโครงการเพื่อการบรรเทาความยากจนหลายโครงการ


.
                     ปัจจุบันความพยายามเหล่านี้ก็เริ่มประจักษ์ผล เพราะข้อมูลตัวเลขชี้ให้เห็นว่า มีประชาชนชาวจีนในซินเจียงจำนวน 537,000 คนที่ได้หลุดพ้นจากความยากจนในปีที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนความยากจนของภูมิภาคแห่งนี้ ลดลงจาก 11.57% ในปี 2017 เหลือ 6.51% ในปี 2018


.
                 รายงานจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาและบรรเทาความยากจนในภูมิภาคระบุว่า เงินทุนมากกว่า 80% ไหลเข้าสู่พื้นที่ยากไร้ 4 เขตในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประกอบด้วยเขตโฮทัน (Hotan),เขตคาสการ์ (Kashgar),อัคซู (Aksu) และ คีซิลซู คิรกิซ (Kizilsu Kirgiz) ผ่านโครงการบรรเทาความยากจน 1,418 โครงการในปี 2018
.
                       เขตการปกครองทั้งสี่แห่งตั้งในข้างต้นตั้งอยู่ริมขอบของทะเลทรายทรายทากลิมากัน ซึ่งเป็นทะเลทรายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ในขณะเดียวกันก็เป็นทะเลทรายที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ชาวบ้านในท้องถิ่นจึงยังคงเป็นคนยากคนจน เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ไม่เอื้ออำนวย
.
                       เพื่อที่จะทำภารกิจการขจัดความยากจนอย่างแท้จริงให้ได้ ภายในปี 2020 ตามที่ตั้งเป้าไว้ ซินเจียงพยายามช่วยให้เกษตรกรและคนเลี้ยงสัตว์ผู้ยากไร้ ได้ย้ายออกมาจากพื้นที่ภูเขาอันห่างไกล รวมถึงพื้นที่ที่ลึกเข้าไปในทะเลทราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยากต่อการตั้งรกรากหรือพัฒนาโอเอซิส
.
                     เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ครอบครัวของชายชาวซินเจียงนามว่า Mehrop Muraba ได้ย้ายถิ่นฐานออกจากพื้นที่ลึกในเทือกเขาคุนหลุนมาตั้งรกรากยังตำบลใกล้ๆ กับเขตคาสการ์ เขากล่าวว่าบ้านเกิดของตนเคยประสบกับปัญหาน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มในช่วงฤดูร้อน

.


                      ปัจจุบัน Mehrop มีธุรกิจร้านขายฮาร์ดแวร์และวัสดุก่อสร้าง เลี้ยงดูครอบครัวที่มีสมาชิกห้าคนด้วยรายได้ที่มั่นคง "ตอนนี้ลูกผมสามคน มีชีวิตที่ดีกว่าเดิมในโรงเรียนแห่งใหม่ ผมจะหาเงินและออมเงินให้มากขึ้นเพื่อส่งพวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย" เขากล่าว
.


                     
                       นอกจากการย้ายถิ่นฐานแล้ว ซินเจียงยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและจัดสรรเงินเบี้ยเลี้ยงค่าครองชีพขั้นต่ำให้กับครัวเรือนที่ยากจนในพื้นที่ชนบท และจนถึงตอนนี้มีผู้ด้อยโอกาสจำนวน 1.3 ล้านคนในภูภาค ที่ได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าว


กรมสุขภาพจิต 

ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบรมควันฆ่าตัวตาย

                   กรมสุขภาพจิต ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบรมควันฆ่าตัวตาย แนะสื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการนำเสนอข่าววิธีการฆ่าตัวตายอย่างละเอียด
                   นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า สถานการณ์ข่าวที่ผ่านมาในช่วงระยะเวลานี้ จะเห็นว่าสื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวการฆ่าตัวตายค่อนข้างถี่ โดยเฉพาะข่าวการฆ่าตัวตายแบบรมควันนั้น กรมสุขภาพจิตห่วงประชาชนในการติดตามข่าวสารข้อมูลความเคลื่อนไหวดังกล่าว อาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat suicide) ขึ้นมาได้ โดยการเลียนแบบมักเกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับข่าวที่บรรยายถึงวิธีการกระทำโดยละเอียด การได้เห็นภาพ หรือวิธีการฆ่าตัวตายจากสื่อ ได้ฟังการบรรยายในเรื่องของการฆ่าตัวตาย ซ้ำบ่อยๆ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสัดส่วนมากน้อยตามระยะเวลา ความถี่ และปริมาณข่าวที่ได้รับด้วย จากข้อมูลศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ กรมสุขภาพจิต ปี 2540 – 2560 พบว่า มีการฆ่าตัวตายโดยใช้วิธีการรมควัน เพียงประมาณ 0.1% ของจำนวนผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย และผู้ชายเสี่ยงกว่าผู้หญิง 1.38 เท่า ในการใช้วิธีการนี้
                      อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า กรมสุขภาพจิต จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือเพื่อป้องกัน โดยในส่วนของสื่อมวลชนซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการนำเสนอข่าววิธีการฆ่าตัวตายอย่างละเอียด ภาพการฆ่าตัวตาย รวมไปถึงรายละเอียดของอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำร้ายตัวเอง และหลีกเลี่ยงการนำเสนอข่าวซ้ำๆ ถี่ๆ เพื่อป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบการฆ่าตัวตาย 
                      สำหรับบุคคลทั่วไปขอให้หมั่นสังเกต  คนใกล้ชิด คนในครอบครัว หากพบมีอาการเศร้า เบื่อ เซ็ง คิดวนเวียน นอนไม่หลับ มองโลกในแง่ลบ หรือโพสต์ข้อความเชิงสั่งเสีย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หมดหวังในชีวิต ซึ่งเป็นอาการบ่งบอกของโรคซึมเศร้าและเป็นสัญญาณเสี่ยง ต่อการฆ่าตัวตาย ขอให้รีบเข้าไปพูดคุย แสดงความเต็มใจช่วยเหลือ ยอมรับปัญหาของเขา ให้กำลังใจ ชักชวนออกไปทำกิจกรรมข้างนอก และพาไปรับบริการที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต โทร.1323 หรือ เรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมที่แอพพลิเคชั่นสบายใจ (sabaijai)

ขอบคุณ link ข่าว ..http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/827636

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ชายผู้ฆ่าสิงโตด้วยมือเปล่า

 เปิดใจเล่านาทีเป็นนาทีตาย และวิธีที่ทำให้รอดมาได้

                    เผยโฉมชายนักวิ่งชาวอเมริกัน ผู้รอดชีวิตมาได้จากการฆ่าสิงโตภูเขาด้วยมือเปล่า เปิดใจเล่านาทีเป็นนาทีตาย เผยวิธีการต่อสู้จนสามารถสยบเจ้าป่าได้สำเร็จ
ฆ่าสัตว์
ภาพจาก Colorado Parks and Wildlife
          วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 เว็บไซต์เดลี่เมล เผยเรื่องราวของ ทราวิส คอฟฟ์แมน หนุ่มนักวิ่งชาวอเมริกันวัย 31 ปี จากรัฐโคโลราโด สหรัฐฯ ผู้ปลิดชีพสิงโตภูเขา ด้วยมือเปล่า จากกันสู้กันแบบดุเดือด และสามารถเอาชีวิตมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยภายหลังจากอาการบาดเจ็บทุเลาลง เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เขาได้ออกมาเล่าประสบการณ์นาทีเป็นนาทีตายผ่านการสัมภาษณ์กับทางหน่วยงานคุ้มครองสัตว์ป่า Colorado Parks and Wildlife 

          โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา ทราวิสไปวิ่งเทรลที่เขตอุทยานเขาฮอร์สทูธ ในฟอร์ตคอลลินส์ ของรัฐโคโลราโด กระทั่งจังหวะหนึ่ง เขาได้ยินเสียงดังกรอบแกรบจากพุ่มไม้ที่ด้านหลัง จึงคิดว่าน่าจะมีสัตว์ป่าตามมา ทราวิสเผยว่า "พอผมมั่นใจว่าสิ่งที่คิดเป็นจริง มีสิงโตภูเขาตามหลังมาห่างราว 3 เมตร ผมก็รู้สึกผวากลัวขึ้นมาทันที ใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม"  

ฆ่าสัตว์
ภาพจาก Colorado Parks and Wildlife
          ไม่มีเวลาให้ทราวิสได้ตั้งตัว สิงโตภูเขากระโจนเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว มันตะปบเข้าที่ข้อมือ แขน ใบหน้า และคอของเขา นาทีนั้นเขาเปลี่ยนความกลัวทั้งหมดเป็นแรงฮึด กลั้นใจสู้กลับสิงโตอย่างไม่คิดชีวิต เขาใช้พลังผลักมันจนล้มลงไปที่พื้นได้ จากนั้นก็หยิบก้อนหินตีหัวมัน แล้วคว้ากิ่งไม้มาพยายามแทงเข้าที่คอมัน แต่ไม่เป็นผล

         ทราวิสและศัตรูเจ้าป่าสู้กันอุตลุด ก่อนเขาจะใช้หัวเข่าตรึงขาหลังของสิงโตเอาไว้ได้ จากนั้นก็ใช้เท้ารัดคอมันเพื่อปิดกั้นหลอดลมให้มันขาดอากาศหายใจ มันพยายามสู้และตะปบข่วนเขา แต่สุดท้ายมันก็แน่นิ่งและหมดลมหายใจไปในที่สุด หลังจากนั้น ทราวิสก็รีบเอาชีวิตรอด พาร่างโชกเลือดของตัวเองออกมาจากป่า

ฆ่าสัตว์
ภาพจาก Colorado Parks and Wildlife
         ทราวิสเผยว่า การต่อสู้ของเขาและสิงโตดำเนินไปนานกว่า 10 นาที ซึ่งในตอนสุดท้ายนั้น เขาก็ไม่มั่นใจว่ามันตายแล้วจริง ๆ หรือไม่ ตอนนั้นเขาสติแตกขั้นสุด คิดแต่ว่าต้องรีบออกมาจากที่นั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะกลัวว่าจะมีพวกมันหรือสัตว์ป่าตัวอื่นตามมาอีก กระทั่งพบนักวิ่งรายอื่น จึงได้รับการช่วยเหลือพาตัวส่งโรงพยาบาล

         ทราวิสได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลหลายแห่งทั่วร่างกาย จุดที่ใหญ่ที่สุดเป็นที่บริเวณจมูกและแก้ม เป็นแผลเหวอะขนาดใหญ่ เย็บไป 20 เข็ม ด้านเจ้าหน้าที่หน่วยงานคุ้มครองสัตว์ป่าฯ เผยว่า นับเป็นความโชคดีและเหลือเชื่ออย่างยิ่ง ที่ทราวิสสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ เนื่องจากสิงโตภูเขาเป็นนักล่าประเภทซุ่มโจมตี มีความเร็วและร้ายกาจพิฆาตศัตรูได้ 

           ภายหลังจากเกิดเหตุ พื้นที่ดังกล่าวได้ถูกปิดไป ก่อนจะเพิ่งมาเปิดอีกครั้งในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ในรายงานของนิวยอร์กไทมส์ เผยว่า สำหรับทราวิส ในอนาคตเขามีแพลนที่จะกลับไปวิ่งที่นั่นอีก แต่หากมีครั้งนั้นจริง เขาจะไม่วิ่งคนเดียว จะไปกับเพื่อนด้วย พร้อมทั้งแนะนำให้นักวิ่งเทรลรายอื่นอย่าวิ่งตามลำพังเช่นเดียวกัน และเตือนด้วยว่าอย่าฟังเพลงระหว่างวิ่งเทรล เพราะมันจะทำให้ไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง ซึ่งอาจจะหมายถึงอันตรายถึงชีวิตได้  

ฆ่าสัตว์
ภาพจาก Colorado Parks and Wildlife

ขอบคุณ link ข่าว ...https://hilight.kapook.com/view/184014

ปลูก "มะละกอ" ปีเดียวได้ 13 ล้าน


                       สล่าอึ่ง ช่างฝีมือดี อ.อุ้มผาง จ.ตาก ทิ้งเครื่องมือ หันมาช่วยภรรยาทำสวนมะละลอพันธุ์ฮอลแลนด์ในเนื้อที่ 50 ไร่ เก็บขายได้ทั้งปี ช่วงแพงๆ ราคาขยับไปถึง กก.ละ 30 บาท ปีเดียวทำเงินได้ 13 ล้าน
                           วันที่ 17 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กว่าสองปีแล้วที่ นายไกรสีห์ ไชยเลิศ หรือ “สล่าอึ่ง” อายุ 58 ปี นายช่างฝีมือดีแห่ง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ตัดสินใจวางมือจากงานรับเหมาก่อสร้างที่มีลูกน้องกว่าร้อยคน แล้วหันมาช่วยภรรยาดูแลสวนมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ บนพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ ในตำบลอุ้มผาง อ.อุ้มผาง



                                 ด้วยสภาพอากาศที่เย็นตลอดทั้งปี ดินดีและมีน้ำอย่างเพียงพอ ทำให้สวนมะละกอของ “ไกรสีห์” และภรรยา ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่อปีสูงถึงประมาณ 20,000-25,000 มีพ่อค้าแม่ค้ามาติดต่อขอซื้อถึงสวน ได้ราคากิโลกรัมละ 8-18 บาท ช่วงเดือนกรกฎาคมไปจนถึงกันยายน ราคาจะขยับขึ้นไปถึงกิโลกรัมละประมาณ 30 กว่าบาท


                             เมื่อหักลบกลบหนี้ค่าปุ๋ย ค่ายา และค่าคนงานแล้ว ปีที่ผ่านมาครอบครัว “ไกรสีห์” มีรายได้จากการขายมะละกอถึง 13 ล้านบาท ต่างจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ทำมาก่อนนี้บนพื้นที่เท่ากัน ทำรายได้แค่หลักแสน แถมบางปีต้องเป็นหนี้สินจากค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา และราคาตลาดที่ผันผวน


                        นายไกรสีห์ กล่าวว่า “ในเวลา 1 ปี ข้าวโพดทำได้ครั้งเดียว อย่างมาก 2 ครั้ง ข้าวโพดรุ่น 2 เสี่ยงเหมือนกันถ้าฝนไม่ตกก็ไม่ได้ผล มะละกอ มีรายได้ทุกอาทิตย์ ได้ตลอด มีงานทำทุกวัน ข้าวโพดทำแค่ 4 เดือน แต่มะละกอทำทุกวัน มีรายได้มากกว่าทำข้าวโพด จาก 10 ไร่ ปลูกข้าวโพดต้องปลูกต้องทำ 10 ปี แต่มะละกอทำแค่ปีเดียวก็ได้มากกว่า” นายไกรสีห์ กล่าวในที่สุด
https://www.thairath.co.th/content/1498363

วันที่   18  กุมภาพันธ์  2562  
กรมบัญชีกลางเตรียมจ่ายเงิน  ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

                     กรมบัญชีกลางเตรียมจ่ายเงินตามมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money ) ของผู้มีสิทธิผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เริ่มจ่ายเดือนแรก 18 กุมภาพันธ์ 2562 สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิ ขยายเวลาเปิดให้ลงทะเบียนใช้สิทธิเพิ่มเติม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
                     นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติม ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังมีอีก 1 มาตรการที่กรมบัญชีกลางกำลังดำเนินการ คือ มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา โดยผู้มีสิทธิที่ใช้ไฟฟ้า ไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และค่าน้ำประปา ไม่เกิน 100 บาท ต่อครัวเรือนต่อเดือน ที่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิกับการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาคไว้แล้ว จะได้รับความช่วยเหลือ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 กันยายน 2562
                      การใช้สิทธิตามมาตรการดังกล่าว ผู้มีสิทธิจะต้องชำระเงินค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปาไปก่อน ตามใบแจ้งหนี้ประจำเดือนที่เรียกเก็บจากการใช้ไฟฟ้า/น้ำประปา ของเดือนธันวาคม 2561 กันยายน 2562 โดยกรมบัญชีกลางจะประมวลผลข้อมูลการใช้สิทธิรับเงินช่วยเหลือมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า/ค่าน้ำประปา โดยให้ครัวเรือนละ 1 สิทธิ/เดือน และจะโอนเงินชดเชยค่าไฟฟ้า/น้ำประปา เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ตามจำนวนที่ผู้มีสิทธิได้ชำระไว้ตามจริง ในเดือนถัดไปหลังจากผู้มีสิทธิได้ชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ โดยจะจ่ายทุก ๆ วันที่ 18 ของเดือน เริ่มจ่ายเดือนแรก วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561
                      อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า กรมบัญชีกลางเตรียมจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าว ซึ่งเป็นยอดการใช้จ่ายของผู้มีสิทธิที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาไม่เกินวงเงินที่กำหนด ในเดือนธันวาคม 2561 โดยจ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นเดือนแรก ให้กับผู้ใช้สิทธิช่วยเหลือค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง จำนวน 2,281 ราย เป็นเงิน 345,642 บาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 826,762 ราย เป็นเงิน 144,546,378 บาท การประปานครหลวง จำนวน 4,186 ราย เป็นเงิน 278,161 บาท และการประปา ส่วนภูมิภาค จำนวน 26,287 ราย เป็นเงิน 1,819,446 บาท

                           สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิ ยังสามารถลงทะเบียนใช้สิทธิเพิ่มเติมได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยผู้ใช้ไฟฟ้า/น้ำประปาที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในเขตกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และนนทบุรี ลงทะเบียนรับสิทธิ กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) www.mea.or.th การประปานครหลวง (กปน.) www.mwa.co.th ต่างจังหวัดลงทะเบียนรับสิทธิกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) www.pea.co.th และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) www.pwa.co.th 
                         หรือที่สำนักงานการไฟฟ้า/สำนักงานประปา ทุกแห่ง ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งมาตรการ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้มีรายได้น้อย ที่รัฐบาลoมุ่งหวังช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในการลดภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ขอบคุณ link ข่าว...http://www.nationtv.tv/main/content/378690909/

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562


โพลชี้ 

"วันวาเลนไทน์" คนไทยอยากมอบความรัก

ให้ "พ่อ-แม่" มากที่สุด


                   "ดุสิตโพล" เผย "วันวาเลนไทน์" ปีนี้ คนไทยร้อยละ 71.01 อยากส่งความรักให้ พ่อแม่ผู้ปกครอง ส่วนสิ่งที่ต้องการมอบให้ที่สุด คือการบอกรักด้วยคำพูด...
                     นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็น เด็ก เยาวชน และประชาชน หัวข้อ วันแห่งความรัก (14 กุมภา วันวาเลนไทน์) จากกลุ่มตัวอย่าง 7,436 คนทั่วประเทศ
                    จากผลสำรวจ พบว่า ร้อยละ 51.17 ให้ความสำคัญพอๆ กับทุกปีที่ผ่านมา ร้อยละ 22.53 ไม่ได้ให้ความสำคัญ ร้อยละ 10.65 ให้ความสำคัญมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ร้อยละ 10.01 ให้ความสำคัญมากที่สุด และร้อยละ 5.56 ให้ความสำคัญน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา
                    สำหรับบุคคลที่อยากมอบความรักหรือส่งความรู้สึกที่ดีในวันวาเลนไทน์มากที่สุด ร้อยละ 71.01 ระบุพ่อแม่/ผู้ปกครอง ร้อยละ 31.33 แฟน/คนรัก ร้อยละ 26.59 เพื่อน ร้อยละ 19.28 ครูอาจารย์/ผู้มีพระคุณ/ผู้บังคับบัญชา และร้อยละ 9.72 สามี/ภรรยา และจากการสอบถามว่าคู่รักศิลปิน ดารา นักร้องที่ชื่นชอบและคิดว่าเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นใหม่ ได้แก่ ณเดชน์ - ญาญ่า, ตูน - ก้อย, เวียร์ - เบลล่า, บอย - เจี๊ยบ และ แดน-แพตตี้
                      นอกจากนี้ สิ่งที่อยากมอบให้คนรัก (แฟน, พ่อแม่, ครอบครัว) มากที่สุด ร้อยละ 53.99 บอกรักด้วยคำพูด ร้อยละ 37.24 มีเวลาอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 36.31 บอกรักด้วยกายภาพ เช่น กอด, หอมแก้ม ร้อยละ 22.43 ดอกกุหลาบ ร้อยละ 21.19 ไปเที่ยวด้วยกัน ร้อยละ 15.01 บอกรักผ่าน social 
                      เมื่อสอบถามความเห็น เรื่องการแสดงออกของวัยรุ่นยุคใหม่ในเรื่องความรัก/การบอกรักที่สร้างสรรค์ ปลอดภัยตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ร้อยละ 59.33 บอกว่า วัยเรียนที่มีรักต้องใจแข็ง อย่าใจอ่อนให้ใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ และรักนวลสงวนตัว รองลงมา ร้อยละ 52.23 คนในครอบครัวต้องรับรู้เสมออยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ร้อยละ 42.33 ซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว ร้อยละ 37.99 ไม่ชิงสุกก่อนห่าม ร้อยละ 30.97 เข้าตามตรอก ออกตามประตู และร้อยละ 29.85 ห้ามใกล้ชิดจนเกินงามทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
                         ทั้งนี้ หากแฟนหรือคนรัก ขอมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ จะใช้คำพูดปฏิเสธอย่างไร คำตอบอันดับ 1. ปฏิเสธไปตรงๆ ว่ายังไม่พร้อม/ยังไม่ถึงเวลา 2. ขอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมก่อน 3. ควรรอให้เราแต่งงานกันก่อน 4. ค่อยดูกันไปก่อนนะ 5. ถ้าเธอรักเราเธอต้องรอได้ 6. ถ้ารักกันจริงอย่าทำแบบนี้
                       นอกจากนี้ ได้สอบถามว่า นอกจากบอกรักแฟนด้วยตนเองแล้วจะบอกรักแฟนผ่านช่องทางใดอีกบ้าง ร้อยละ 59.55 บอกว่าจะบอกรักผ่านไลน์ รองลงมา ร้อยละ 51 โทรศัพท์ ร้อยละ 40.59 ช่องทาง Chat ของเฟซบุ๊ก ร้อยละ 25.22 อินสตาแกรม ร้อยละ 13.14 ข้อความ ร้อยละ 12.52 เขียนการ์ด และอันดับ 7 ร้อยละ 2.95 WhatsApp
                        อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่ากิจกรรมที่ต้องการให้ภาครัฐ และ วธ. จัดขึ้นเพื่อสร้างค่านิยมที่ดีในวันแห่งความรัก พบว่า อยากให้มีกิจกรรมชวนคู่รัก, พ่อแม่, เพื่อน ไหว้พระทำบุญ 9 วัด เลี้ยงอาหารสถานสงเคราะห์เด็ก-ผู้สูงอายุ และกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมไทย ที่ทำให้เห็นถึงการแสดงออกในความรักแบบไทยๆ ปลูกฝังค่านิยมของวัฒนธรรมไทย การรักนวลสงวนตัว ผ่านสื่อละครโทรทัศน์ ที่สามารถเข้าถึงเด็กและเยาวชนทุกกลุ่มได้.

ขอบคุณ https://www.thairath.co.th/content/1494443
แม้ข่าวการเมืองร้อนแรง แต่เราอย่าร้อนตาม 

                   กรมสุขภาพจิต แนะหลัก 5 วิธี ติดตามข่าวสารบ้านเมืองให้ห่างไกลความเครียด
.
                  1. แบ่งเวลาติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างพอดี โดยการติดตามข่าวสารไม่ควรติดตามต่อเนื่องนานเกิน 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะจะทำให้เครียดมากขึ้น

                   2.ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ หันเหความสนใจจากข่าวสารไปเรื่องอื่น ละเว้นการรับรู้ข่าวสารการเมืองบ้าง โดยหันไปทำหน้าที่ของตนเอง เรียนหนังสือ การทำงาน และการให้เวลากับครอบครัว

                   3.เคารพความคิดเห็นแบบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ โดยไม่ดูข่าวหรือรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว จะทำให้เกิดอารมณ์รุนแรง ควรเปิดกว้างและรับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่าง

                   4.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย วันละ 6-8 ชั่วโมง ซึ่งการพักผ่อนจะทำให้ความเครียดลดลง

                    5.การผ่อนคลายความเครียด เช่น การออกกำลังกาย ฝึกโยคะ การทำสมาธิ ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกหายใจคลายเครียด การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก เป็นต้น

                    ทั้งนี้ หากอาการยังไม่ดีขึ้น เช่น ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มีความเครียดรุนแรง สามารถขอรับบริการปรึกษาที่สถานบริการสาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้าน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสม

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

หัวใจน่ากราบ!
หนุ่มโดด 10 เมตรลงแม่น้ำ 

ช่วยคนออกจากรถที่กำลังจะจมมิด

                        นับเป็นผู้ที่มีสติ มีความกล้าหาญ และมีน้ำใจอย่างมากสำหรับชายจีนวัย 20 กว่าปีในคลิป ที่กระโดดลงไปในแม่น้ำ ในเมืองจื่อหยาง มณฑลเสฉวน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อช่วยเหลือคนขับรถที่ขับรถดิ่งลงแม่น้ำและติดคาอยู่ในรถ

                      โดยเขากระโดดลงไปจากฝั่งที่มีความสูงเหนือผิวน้ำประมาณ 10 เมตร จากนั้นก็ทุบกระจกและช่วยคนขับรถออกมาได้อย่างปลอดภัยในเวลา 3 นาทีซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลุ้นระทึกมากเพราะต้องแข่งกับความตาย


ขอบคุณ link ข่าว http://bit.ly/2Svfdxg


“ถ้ำคริสตัล” ระยิบระยับดั่งความฝันในไอซ์แลนด์
.
                  ชมภาพแสนงดงามภายในถ้ำน้ำแข็ง หรือที่ผู้คนเรียกกันว่า “ถ้ำคริสตัล” บริเวณทะเลสาบแช่แข็งอันเกิดจากธารน้ำแข็งเบีรยดาแมร์คุร์โจกุล (Breiðamerkurjökull) ที่ยิ่งดูน่าอัศจรรย์มากขึ้นอีก เมื่อมีสายน้ำที่หลั่งไหลลงมาจากครอบน้ำแข็งวาตนาเยอคูตล์ (Vatnajökull) มาช่วยเสริมผนังถ้ำให้ดูมีมิติยิ่งขึ้น
.
                   ถ้ำแห่งนี้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ สามารถเปิดให้เข้าชมได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – เดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อุณหภูมิลดต่ำลงมากพอที่จะทำให้ถ้ำแข็งตัวและปลอดภัยสำหรับเหล่านักท่องเที่ยว


ขอบคุณ link ข่าว https://web.facebook.com/XinhuaNewsAgency.th/

กสทช.สั่งพักใบอนุญาต

 'วอยซ์ทีวี' จอดำ 15 วัน

                   มติบอร์ด กสทช. สั่งพักใบอนุญาตวอยซ์ทีวี (Voice TV) งดออกอากาศเป็นเวลา 15 วัน เหตุนำเสนอรายการข่าวหลายรายการมีลักษณะส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง
                    คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ลงมติให้พักใบอนุญาตวอยซ์ทีวี (Voice TV) เป็นเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กสทช. ด้วยเหตุผลว่า มีการนำเสนอรายการข่าวหลายรายการมีลักษณะส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยกในราชอาณาจักร จึงห้ามมิให้ออกอากาศในกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 97/2557 เรื่องการให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคสช.และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ

                     พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงกรณี กสทช. มีคำสั่งทางปกครองระงับการออกอากาศ ช่องวอยซ์ ทีวี เป็นเวลา 15 วัน ว่า คณะอนุกรรมการกำกับผังและเนื้อหารายการ ได้พิจารณาประเด็นของวอยซ์ ทีวี โดยให้พักใช้ใบอนุญาต 15 วัน นับตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 13 ก.พ. นี้

ขอบคุณ link ข่าว http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/826829

โคราชรับบริจาค 58 ล้าน  ช่วยแล้วคนเจ็บ-เสียชีวิต 9.1 ล้านบาท พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีทำบุญงานรวมดวงใจ...