วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

กษัตริย์บรูไน ทรงมีพระราชสาส์น

ถวายพระพรชัยมงคลแด่ รัชกาลที่ 10




วันที่ 6 พฤษภาคม  พ.ศ. 2562  
 เวลา 16.25 น   ที่พระบรมมหาราชวัง 

                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนจำนวนมาก ใส่เสื้อสีเหลือง รอเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท เพื่อรับการถวายพระพรชัยมงคล โดยพสกนิกรชาวไทย ทั้งนี้พสกนิกรที่รอเฝ้ารับเสด็จได้เปล่งเสียงทรงพระเจริญกึกก้อง











ขอบคุณ link ข่าว ...https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1482758


คณะทูตานุทูต-กงสุลต่างประเทศ

เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล 

ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท


                            เมื่อเวลา 17.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ทางพระทวารด้านพระที่นั่งสมมุติเทวราชอุปบัติ ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าฯ ทรงยืนบนพระสุจหนี่หน้าพระที่นั่งพุดตานถมภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี



                          พันโท สมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายบริหารนโยบายและปฏิบัติการ ปฏิบัติหน้าที่สมุหพระราชมณเฑียร กราบบังคมทูลพระกรุณาเบิกนางฉั่ว ซิ่ว ซาน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ในฐานะคณบดีคณะทูต เฝ้าฯ กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล ในนามของผู้เฝ้าฯ จบ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี


                           การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบ จบแล้ว วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทรงสัมผัสพระหัตถ์กับคณบดีคณะทูต และมีพระราชปฏิสันถารตามพระราชอัธยาศัยสมควรแก่เวลา เสด็จออกจากท้องพระโรงกลาง ไปประทับพักพระราชอิริยาบถพระที่นั่งสมมุติเทวราชอุปบัติ เสด็จออกจากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ไปยังรถยนต์พระที่นั่ง ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี



                               สำหรับคณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทยเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 130 ประเทศ และผู้แทน คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (escap) รวมทั้งสิ้น 235 คน ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตต่างประเทศ ที่มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย กงสุลใหญ่ และกงสุลกิตติมศักดิ์ ประจำประเทศไทย



                                 

                ภายหลังเสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชทานเลี้ยงแก่คณะทูตานุทูต ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร

ขอบคุณ link ข่าวhttps://www.matichon.co.th/court-news/news_1482831

วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562


สีจิ้นผิง  ผู้นำประเทศจีน  
แสดงความยินดี 'พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว' 
ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
.
             ในวันเสาร์ที่ 4 พ.ค. สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ได้แสดงความยินดีที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ของไทย ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ
.
             ในนามของรัฐบาลจีนและประชาชน พร้อมด้วยในนามของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจและความปรารถนาดียิ่งต่อกษัตริย์และปวงชนชาวไทย
ข้อความของสีจิ้นผิงระบุว่า พระองค์ทรงเป็นมิตรสหายเก่าของชาวจีน ทั้งยังทรงมีส่วนร่วมและสนับสนุนมิตรภาพระหว่างสองประเทศให้ยืนยาวมาช้านาน



.
              "ผมให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย และพร้อมจะร่วมมือกับท่านในการสานต่อสัมพันธ์จีน-ไทยที่มีมาแต่เดิม กระชับความร่วมมือในการสร้างแผนริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" และผลักดันความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างสองประเทศ เพื่อก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น" สีจิ้นผิงกล่าว
.
                สุดท้ายนี้ ประธานาธิบดีของจีนยังได้กล่าวแสดงความประสงค์ ขอให้ราชอาณาจักรไทยเจริญรุ่งเรืองและเฟื่องฟู ทั้งยังขอให้ประชาชนชาวไทยมีทั้งความสุขและสุขภาพพลานามัยที่ดีด้วย


ขอบคุณ link ข่าว ...https://web.facebook.com/XinhuaNewsAgency.th/

หมายกำหนดการ
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 
วันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562
***************

4 พฤษภาคม  2562

เวลา 10:09 – 12:00 น.

            สรงพระมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน, ทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์, ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องบรมขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ จากนั้นทรงเลี้ยงพระ และพระสงฆ์ดับเทียนชัย



เวลา 14:00 น.


             เสด็จออกมหาสมาคมรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย



เวลา 16:00 น.



                เสด็จฯ โดยริ้วขบวนราบใหญ่ไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภก ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ณ ปราสาทพระเทพบิดร ถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ สดับปกรณ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

 เวลา 18:00 น.

            เจ้าพนักงานเวียนเทียนสมโภชหมู่พระมหามณเฑียร



เวลา 18:19 – 20:30 น.


             เฉลิมพระราชมณเฑียรและเถลิงพระแท่นบรรจถรณ์ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

***********************


5 พฤษภาคม  2562



เวลา 9:00 น.


              พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ เลี้ยงพระ เทศน์ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย


เวลา 16:30 น.


             เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราสถลมารค จากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

***********************



6 พฤษภาคม  2562


เวลา 16:30 น.


            เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท รับการถวายพระพรชัยมงคล โดยพสกนิกรชาวไทย



เวลา 17:30 น.


             เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ให้คณะทูตานุทูต แขกของรัฐบาล และกงสุลต่างประเทศเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล

ขอบคุณ link ..https://www.matichon.co.th/court-news/news_1477409




“วิญญัติ”เตือนพรบ.ข่าวกรองเเห่งชาติ
น่ากลัวกว่าพ.ร.บ.ไซเบอร์

              “วิญญัติ”เตือนพรบ.ข่าวกรองเเห่งชาติน่ากลัวกว่า พรบ.ไซเบอร์ เป็นใบอนุญาตสอดเเนม ล้วงได้ทุกข้อมูล ไม่ต้องมีหมายศาล-เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด เตรียมยื่นผู้ตรวจการเเผ่นดินส่งศาล 



               เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์ นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คเเสดงความเห็นต่อการบังคับใช้ พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติฉบับใหม่ (พ.ศ.2562) ถึง 5 ข้อกังวลต่อกฎหมายข่าวกรองแห่งชาติใหม่ว่า



1.เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและอาจนำข้อมูลใช้ในทางมิชอบ



2.นิยามที่ไร้ขอบเขตทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน



3.เหตุเพื่อจำเป็นอนุญาตให้สอดแนมโดยไม่มีเส้นแบ่งและไร้การตรวจสอบจากศาล



4.ความไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ ถึงความเป็น
กลาง ไม่มีอคติไม่มีส่วนได้เสียในการใช้ประโยชน์จากข่าวกรอง



5.รัฐกำลังสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนในการดำรงชีวิต


โดยสรุป มีการเพิ่มเติมคำนิยามคำว่า “ การข่าวกรอง” โดยเพิ่มจากกฎหมายเก่า ให้รวมถึงวิธีการหาข่าวจากวิถีทางของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยที่อ้างเหตุเพียงอาจกระทำการอันเป็นพฤติการณ์เป็นภัยคุกคามเท่านั้น   จะเห็นว่าคำว่า “ภัยคุกคาม” ไม่มีความชัดเจนที่แน่นอน

             และเปิดช่องให้ตีความอย่างกว้างขวาง  กฎหมายนี้ถือใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจบริหารโดยลำพัง โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลจากอำนาจตุลาการ หรือศาล ขัดต่อหลักการสากลและหลักการสิทธิมนุษยชน



              กฎหมายนี้คือใบอนุญาตให้ใช้วิธีการใดๆเพื่อล่วงรู้ สอดแนมข้อมูลบุคคลอื่นๆโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายหรือการกระทำใด หากทำตามหน้าที่และอำนาจโดยสุจริต ซึ่งความเป็นจริงก็มุ่งจะคุ้มครองเจ้าหน้าที่ไว้แล้วโดยกฎหมาย  



              นอกจากนี้ทั้งยังเป็นเครื่องรับรองถึงความชอบการได้มาของข้อมูลและเอกสารข่าวโดยไม่ต้องพิสูจน์และยากต่อการหักล้างในการพิจารณาพยานหลักฐาน 



       การออกกฎหมายนี้บังคับใช้ จึงอาจทำให้ประชาชนสุ่มเสี่ยงที่จะถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพอย่างร้ายแรงและเป็นภัยเงียบเนื่องจากจะแสดงผลก็ต่อเมื่อถูกดำเนินคดีหรือถูกแบล็คเมล์   เกิดเป็นสภาวะ “การสูญเสียการควบคุมความเป็นส่วนตัว” ที่มนุษย์ต้องการควบคุมในฐานะปัจเจกบุคคลในสังคมอย่างปราศจากการรบกวน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการต้องปิดบังใดๆ เพราะถือเป็นคนละเรื่องกันกับภัยความมั่นคง   ดังนั้น จึงมองว่ากฎหมายนี้อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่าเป็นบทบัญญัติ กฎหมาย ที่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญต่อไป



นายวิญญัติ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มว่ากฎหมายข่าวกรองเเห่งชาตินี้เปรียบเทียบเเล้วยังดูน่ากลัว กว่า พรบ.ไซเบอร์ ที่มีคนออกมาคัดค้านกันจำนวนมากเสียอีก เพราะ พรบ.ไซเบอร์จะดูด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ถ้าไม่ใช่เหตุร้ายเเรงฉุกเฉินมากก็ยังจำเป็นต้องขอศาล เเต่ พรบ.ข่าวกรองฉบับใหม่นี้กฎหมายให้อำนาจฝ่ายบริหารในการเข้าถึงข้อมูลทุกรูปเเบบทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน โดยที่ไม่ต้องขอศาลเเละรับผิดทางกฎหมาย โดยเร็วๆนี้ตนเตรียมดูรายละเอียดเพื่อเตรียมไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการเเผ่นดินเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดหรือเเย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป

ขอบคุณ link ข่าว https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1463953

                        

เวิร์น อันสเวิร์ธ ฮีโร่ช่วยทีมหมูป่า 

พร้อมเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ 

ร่วมสำรวจเก็บข้อมูลถ้ำหลวงฯ


                     นายกวี ประสมพล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ)รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 พ.ค.62 นายกมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) นายกวี ประสมพล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯ น.ส.รุ่งศรันต์ บันลือศักดิ์ชัย และ นายเวอร์นอน หรือ เวิร์น อันส์เวิร์ธ นักประดาน้ำผู้เชี่ยวชาญการสำรวจถ้ำชาวอังกฤษ ซึ่งเข้าร่วมในภารกิจช่วยเหลือเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าออกจากถ้ำหลวง จ.เชียงราย ได้เข้าสำรวจถ้ำหลวง เพื่อเก็บข้อมูลฯ
                     ทั้งนี้ วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน เป็นวนอุทยานในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน ตั้งอยู่ในตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีเนื้อที่ 5,000 ไร่ จัดตั้งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2529 โดยกรมป่าไม้ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาขนาดใหญ่หลายลูกติดต่อกัน มีความสูงโดยเฉลี่ย 779 เมตร และลาดชันมาทางทิศตะวันออก มีความยาวถ้ำประมาณ 10.3 กม. และความยาวถ้ำเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย
                       โดยเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2561 ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนและนักฟุตบอลเยาวชนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีแม่สาย 13 คน ได้สูญหายไปในถ้ำหลวง ทางเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนระดับประเทศจึงเริ่มปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยถ้ำหลวง โดยเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าทั้งหมดได้เข้าไปในถ้ำหลวงและไม่สามารถกลับออกมาได้ เนื่องจากหลังจากทั้ง 13 คนเข้าไปในถ้ำหลวงมีฝนตกหนัก ทำให้น้ำฝนไหลเอ่อเข้าท่วมถ้ำตามเส้นทางน้ำภายในถ้ำ
                      ทั้งจากดอยผาหมี จากปากทางเข้าถ้ำ รวมไปถึงรอยแยกบนเขาและสันเขาจนท่วมเอ่อบริเวณที่เป็นเหว หรือจุดต่ำสุดของถ้ำที่ทั้ง 13 คนต้องเดินทางผ่าน และน้ำได้ท่วมปิดทางออก จึงทำให้ทั้ง 13 คนออกมาไม่ได้ โดยทางเจ้าหน้าที่มีหลักฐานเป็นจักรยานหลายคันที่จอดไว้บริเวณปากถ้ำรวมทั้งสัมภาระและรองเท้าหลายชิ้นที่พบทิ้งไว้ในถ้ำ
                      ต่อมาจากการระดมช่วยเหลือ จากเจ้าหน้าที่ทั้งไทย และหลายประเทศทั่วโลก จนในวันที่ 8 ก.ค.2561 จึงสามารถนำเด็กที่ติดอยู่ในถ้ำออกมาได้
                       อย่างไรก็ตามการค้นหาได้สูญเสีย นาวาตรีสมาน กุนัน หรือจ่าแซม อดีตทหารเรือหน่วยบัญชาการศูนย์สงครามพิเศษทางเรือหรือจ่าแซม ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง
ขอบคุณ..link ข่าว ..https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_2482830

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เปลี่ยนความจำใหม่! กว่าจะมาเป็น "กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม"

เผยแพร่:    ปรับปรุง:    โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ย้อนตำนานสององค์กรหลัก "กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" และ "สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา" ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนมาเป็นกระทรวงใหม่ "การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม" ในรัฐบาลประยุทธ์
2 พฤษภาคม 2562 ถือเป็นวันแรกที่ประเทศไทยจะได้เริ่มต้นกระทรวงใหม่ล่าสุด ในนาม "กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)" หลังกฎหมาย 9 ฉบับตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา
นับจากนี้ หน่วยงานเดิม เฉกเช่น "กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)" และ "สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)" จะมารวมกันอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานปลัด อว.
อ่านประกอบ : ราชกิจจาฯ ประกาศ กม. 9 ฉบับ ตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา” เริ่ม 2 พ.ค.

- ย้อนตำนาน "กระทรวงวิทยาศาสตร์"
จุดเริ่มต้นของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เกิดขึ้นจากการประชุมคณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ ครั้งที่ 9/2519 มีมติให้แต่งตั้ง "คณะอนุกรรมการวางนโยบายและแผนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" โดยมี ศ.ดร.ชุบ กาญจนประกร เป็นประธานอนุกรรมการ และ ศ.ดร.สง่า สรรพศรี เป็นรองประธาน
โดยจัดทำรายงาน เรื่อง "การปฏิรูประบบบริหารราชการของรัฐ" เสนอแนะให้จัดตั้ง "กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน" ขึ้น 
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ ได้เสนอต่อ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น และรัฐบาลในสมัยนั้นได้รับเรื่องไว้พิจารณา 
แต่ยังไม่มีข้อยุติ ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเสียก่อน เนื่องจากรัฐประหารโดย "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" ภายใต้การนำของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520
มาถึงสมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มอบให้คณะที่ปรึกษาระเบียบบริหารของนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ดร.สมภพ โหตระกิตย์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมี ศ.ดร.สุธี สิงห์เสน่ห์ เป็นประธานอนุกรรมการ พิจารณา
คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประกาศคณะปฏิวัติ ซึ่งสภามีมติรับหลักการ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 96 ตอนที่ 40 มีผลใช้เมื่อ 24 มีนาคม 2522 เป็นต้นมา
24 มีนาคม 2522 ก่อตั้ง "กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน" มีหน่วยงานประกอบด้วย
1. สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
2. สำนักงานปลัดกระทรวง
3. กรมวิทยาศาสตร์บริการ
4. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
5. สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
6. สำนักงานพลังงานปรมานูเพื่อสันติ
7. สำนักงานพลังงานแห่งชาติ
4 เมษายน 2535 สมัยรัฐบาล นายอานันท์ ปันยารชุน เปลี่ยนชื่อเป็น "กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม" เพื่อปรับปรุงส่วนราชการที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขมลภาวะด้านต่างๆ
โดยยุบ สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และจัดตั้ง กรมควบคุมมลพิษ, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ทำให้มีหน่วยงานประกอบด้วย
1. สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
2. สำนักงานปลัดกระทรวง
3. กรมควบคุมมลพิษ (มาจาก สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ)
4. กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (เปลี่ยนชื่อจาก สำนักงานพลังงานแห่งชาติ)
5. กรมวิทยาศาสตร์บริการ
6. กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (มาจาก สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ)
7. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
8. สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (มาจาก สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ)
9. สำนักงานพลังงานปรมานูเพื่อสันติ

2 ตุลาคม 2545 สมัยรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร ได้ปฏิรูประบบราชการ โดยแยกหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ชัดเจนขึ้น เปลี่ยนชื่อกระทรวงเป็น "กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2545 เป็นต้นมา โดยมีส่วนราชการดังต่อไปนี้
1. สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี
2. สำนักงานปลัดกระทรวง
3. กรมวิทยาศาสตร์บริการ
4. สำนักงานพลังงานปรมานูเพื่อสันติ
ส่วน กรมควบคุมมลพิษ และ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม แยกไปอยู่ "กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" โดยรวมกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมทรัพยากรธรณี, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และปรับโครงสร้างองค์กร สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม มาเป็น สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน แยกไปอยู่ "กระทรวงพลังงาน" โดยรวมกับ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ, กรมธุรกิจพลังงาน, กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

- อดีต "ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ"
การจัดการอุดมศึกษาของไทย เริ่มมาแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมัยนั้นมีหลากหลาย ทั้งโรงเรียนกฎหมาย โรงเรียนแพทย์ และโรงเรียนข้าราชการพลเรือน
ต่อมา วันที่ 30 มีนาคม 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เป็นมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย
กระทั่งมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในเวลาต่อมา ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สังกัดกระทรวงเกษตร, มหาวิทยาลัยศิลปากร
พ.ศ. 2502 รัฐบาลสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตราพระราชบัญญัติโอนมหาวิทยาลัยทุกแห่งไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งสภาการศึกษาแห่งชาติขึ้นในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี 
รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์เห็นว่า การที่มหาวิทยาลัยแยกกันอยู่ต่างกระทรวงเป็นเรื่องยากในการปกครอง และการสร้างมาตรฐานการศึกษา การโอนมารวมอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรีทั้งหมดจะเป็นการสะดวกในการดำเนินการ ทั้งในด้านวิชาการและธุรการ 
และจะบรรลุตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งสภาการศึกษาแห่งชาติ เพื่ออำนวยประโยชน์ต่อการเร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในขณะนั้น
พ.ศ. 2514 สภาการศึกษาแห่งชาติและที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ ได้ร่วมกันเสนอความเห็นต่อจอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ ว่า "มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องมีอิสระในการปกครองตนเอง มีเสรีภาพทางวิชาการในการถ่ายทอดและแสวงหาความรู้ โดยถือหลักความเป็นเลิศทางวิชาการ"
จึงควรแยกมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล หากไม่สามารถดำเนินการได้ ควรจัดตั้งทบวงอิสระหรือทบวงในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของมหาวิทยาลัยต่างๆ
29 กันยายน 2515 ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 จัดตั้ง "ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ" ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการและกำกับการศึกษาของรัฐในระดับอุดมศึกษานอกเหนือจากที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ
ต่อมาได้ออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 320 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 กำหนดระเบียบการปฏิบัติราชการของทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐขึ้นเพื่อให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยมีอำนาจในการกำหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษา 
กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาและการบริหารงานบุคคล พิจารณาการเสนอและพิจารณาอนุมัติการจัดตั้ง ยุบรวม และเลิกมหาวิทยาลัย คณะและภาควิชา ตลอดจนการติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา และเป็นศูนย์ประสานงานด้านการจัดการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัย
ทำให้ทบวงมหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่แตกต่างจากกระทรวงและทบวงอื่น ที่ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ไว้โดยเฉพาะ
พ.ศ. 2520 รัฐบาลสมัยนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตราพระราชบัญญัติเปลี่ยนชื่อ ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ เป็น "ทบวงมหาวิทยาลัย" 
และให้ยกฐานะเป็นทบวงอิสระ มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง ไม่อยู่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน เนื่องจากมีการโอนงานกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจากกระทรวงศึกษาธิการมาอยู่ในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย
นอกจากนี้ ยังได้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 320 โดยตราพระราชบัญญัติระเบียบการปฏิบัติราชการของทบวงมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2520 ขึ้นแทน เพื่อให้มีอำนาจควบคุมมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นของรัฐและเอกชนในสังกัดด้วย 
ต่อมาในปี 2537 มีการแก้ไข พ.ร.บ.เพิ่มเติม เพื่อให้มีอำนาจครอบคลุมมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

โดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็น "มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ" แห่งแรกของไทย ที่ปรับเปลี่ยนสถานภาพจากสถาบันที่เป็นส่วนราชการไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับตามนโยบายของรัฐบาลที่จะให้มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งที่เป็นส่วนราชการออกจากระบบราชการ
ทบวงมหาวิทยาลัย ดำเนินภารกิจ 30 ปี 9 เดือน 7 วัน มีรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย และรักษาราชการแทนรัฐมนตรี บริหารราชการ ทั้งสิ้น 38 คน มีปลัดทบวงมหาวิทยาลัยบริหารราชการ 6 คน

6 กรกฎาคม 2546 รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ได้ยกเลิก พ.ร.บ. ระเบียบการปฏิบัติราชการของทบวงมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 ทำให้ทบวงมหาวิทยาลัย ต้องแปรสภาพเป็น "สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา" ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตามกฎหมายใหม่
คณะกรรมการการอุดมศึกษา มีหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบายแผนพัฒนา และมาตรฐานการอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนการศึกษาแห่งชาติ การสนับสนุนทรัพยากร การติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา 
โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการของสถานศึกษาระดับปริญญา ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่ง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แบ่งโครงสร้างการบริหารงานออกเป็น 
1. สำนักอำนวยการ 
2. สำนักทดสอบกลาง ยุบเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2548 เพื่อจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
3. สำนักนโยบายและแผนการอุดมศึกษา
4. สำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชน โอนกิจการเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2558 ไปเป็นของสถาบันวิทยาลัยชุมชน
5. สำนักประสานและส่งเสริมกิจการอุดมศึกษา 
6. สำนักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา
7. สำนักยุทธศาสตร์อุดมศึกษาต่างประเทศ 
8. สำนักส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพนักศึกษา 
9. สำนักส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะบุคลากร
ก่อนที่จะมีหน่วยงานภายในจัดตั้งขึ้นใหม่ ได้แก่ สำนักติดตามและประเมินผลอุดมศึกษา และ สำนักนิติการ
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มีสถาบันอุดมศึกษาในสังกัด จำนวน 156 แห่ง ทั่วประเทศ ประกอบด้วย สถาบันอุดมศึกษาในสังกัด หรือในกำกับของรัฐ 84 แห่ง และสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 72 แห่ง
มาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการศึกษาเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2562 มีการจัดตั้ง "กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม" มีภารกิจหลักอยู่ 2 เรื่อง คือ "เตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21" กับ "การนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปพัฒนาประเทศ"
ส่วนราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประกอบด้วย
1. สำนักงานรัฐมนตรี
2. สำนักงานปลัดกระทรวง
3. กรมวิทยาศาสตร์บริการ
4. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
5. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
6. สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นส่วนราชการ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง "สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)" และ "สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)" อีกด้วย
นับจากนี้คงต้องดูกันว่า ความเปลี่ยนแปลงในแวดวงการศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์จะเปลี่ยนไปมากน้อยขนาดไหน และจะดำเนินภารกิจนำคนไทยก้าวเข้าสู่โลกแห่งนวัตกรรมได้จริงหรือไม่?

โคราชรับบริจาค 58 ล้าน  ช่วยแล้วคนเจ็บ-เสียชีวิต 9.1 ล้านบาท พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีทำบุญงานรวมดวงใจ...