“วิญญัติ”เตือนพรบ.ข่าวกรองเเห่งชาติ
น่ากลัวกว่าพ.ร.บ.ไซเบอร์
“วิญญัติ”เตือนพรบ.ข่าวกรองเเห่งชาติน่ากลัวกว่า พรบ.ไซเบอร์ เป็นใบอนุญาตสอดเเนม ล้วงได้ทุกข้อมูล ไม่ต้องมีหมายศาล-เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด เตรียมยื่นผู้ตรวจการเเผ่นดินส่งศาล
เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์ นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คเเสดงความเห็นต่อการบังคับใช้ พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติฉบับใหม่ (พ.ศ.2562) ถึง 5 ข้อกังวลต่อกฎหมายข่าวกรองแห่งชาติใหม่ว่า
1.เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและอาจนำข้อมูลใช้ในทางมิชอบ
2.นิยามที่ไร้ขอบเขตทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน
3.เหตุเพื่อจำเป็นอนุญาตให้สอดแนมโดยไม่มีเส้นแบ่งและไร้การตรวจสอบจากศาล
4.ความไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ ถึงความเป็น
กลาง ไม่มีอคติไม่มีส่วนได้เสียในการใช้ประโยชน์จากข่าวกรอง
5.รัฐกำลังสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนในการดำรงชีวิต
โดยสรุป มีการเพิ่มเติมคำนิยามคำว่า “ การข่าวกรอง” โดยเพิ่มจากกฎหมายเก่า ให้รวมถึงวิธีการหาข่าวจากวิถีทางของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยที่อ้างเหตุเพียงอาจกระทำการอันเป็นพฤติการณ์เป็นภัยคุกคามเท่านั้น จะเห็นว่าคำว่า “ภัยคุกคาม” ไม่มีความชัดเจนที่แน่นอน
และเปิดช่องให้ตีความอย่างกว้างขวาง กฎหมายนี้ถือใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจบริหารโดยลำพัง โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลจากอำนาจตุลาการ หรือศาล ขัดต่อหลักการสากลและหลักการสิทธิมนุษยชน
กฎหมายนี้คือใบอนุญาตให้ใช้วิธีการใดๆเพื่อล่วงรู้ สอดแนมข้อมูลบุคคลอื่นๆโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายหรือการกระทำใด หากทำตามหน้าที่และอำนาจโดยสุจริต ซึ่งความเป็นจริงก็มุ่งจะคุ้มครองเจ้าหน้าที่ไว้แล้วโดยกฎหมาย
นอกจากนี้ทั้งยังเป็นเครื่องรับรองถึงความชอบการได้มาของข้อมูลและเอกสารข่าวโดยไม่ต้องพิสูจน์และยากต่อการหักล้างในการพิจารณาพยานหลักฐาน
การออกกฎหมายนี้บังคับใช้ จึงอาจทำให้ประชาชนสุ่มเสี่ยงที่จะถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพอย่างร้ายแรงและเป็นภัยเงียบเนื่องจากจะแสดงผลก็ต่อเมื่อถูกดำเนินคดีหรือถูกแบล็คเมล์ เกิดเป็นสภาวะ “การสูญเสียการควบคุมความเป็นส่วนตัว” ที่มนุษย์ต้องการควบคุมในฐานะปัจเจกบุคคลในสังคมอย่างปราศจากการรบกวน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการต้องปิดบังใดๆ เพราะถือเป็นคนละเรื่องกันกับภัยความมั่นคง ดังนั้น จึงมองว่ากฎหมายนี้อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่าเป็นบทบัญญัติ กฎหมาย ที่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญต่อไป
นายวิญญัติ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มว่ากฎหมายข่าวกรองเเห่งชาตินี้เปรียบเทียบเเล้วยังดูน่ากลัว กว่า พรบ.ไซเบอร์ ที่มีคนออกมาคัดค้านกันจำนวนมากเสียอีก เพราะ พรบ.ไซเบอร์จะดูด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ถ้าไม่ใช่เหตุร้ายเเรงฉุกเฉินมากก็ยังจำเป็นต้องขอศาล เเต่ พรบ.ข่าวกรองฉบับใหม่นี้กฎหมายให้อำนาจฝ่ายบริหารในการเข้าถึงข้อมูลทุกรูปเเบบทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน โดยที่ไม่ต้องขอศาลเเละรับผิดทางกฎหมาย โดยเร็วๆนี้ตนเตรียมดูรายละเอียดเพื่อเตรียมไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการเเผ่นดินเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดหรือเเย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป
ขอบคุณ link ข่าว https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1463953

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น