ยูเอ็นเผย บัญชีรอเรียกผู้ลี้ภัยสู่ออสเตรเลีย ยาวที่สุดเป็นประวัติการณ์
.
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เผยว่าในช่วงเวลา 2 ปี จำนวนผู้ลี้ภัยในบัญชีรอเรียกของออสเตรเลียได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
.
ข้อมูลที่สำนักงานฯ เผยแพร่ในวันพุธที่ผ่านมา (19 มิ.ย.) ระบุว่า สถิติ ณ สิ้นปี 2018 มีผู้แสดงความจำนงขอลี้ภัยกว่า 60,000 คนที่ยังคงค้างอยู่กับรัฐบาลออสเตรเลีย ขณะที่สถิติ ณ สิ้นปี 2016 มีอยู่เกือบ 30,000 คนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่ามีผู้แสดงความจำนงขอลี้ภัยในออสเตรเลียร้อยละ 1.7 ของผู้แสดงความจำนงทั่วโลก แต่ประเทศแห่งนี้กลับรองรับผู้ลี้ภัยได้เพียงร้อยละ 0.1 เท่านั้น
.
ตัวเลขมหาศาลนี้เป็นผลมาจาก “ผู้ที่มากับเครื่องบิน” (plane people) เดินทางมายังออสเตรเลียด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และแจ้งความจำนงขอลี้ภัยในภายหลัง ซึ่งมีมากถึง 81,000 คนในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แต่คำขอร้อยละ 90 ของคนกลุ่มนี้ก็ถูกปฏิเสธไป
.
ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้วีซ่าชั่วคราว หรือ “บริดจิ้งวีซ่า” (bridging visa) แก่ผู้แสดงความจำนง ซึ่งเป็นวีซ่าที่อนุญาตให้ทำงานในออสเตรเลียได้ โดยข้อมูลจากสำนักงานฯ ระบุว่า ในช่วงปี 2014-2019 จำนวนผู้ถือบริดจิ้งวีซ่า ที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้เพิ่มขึ้นจาก 107,000 คน เป็น 230,000 คน
.
คริสตินา เคเนียลลี (Kristina Keneally) โฆษกกิจการภายในของพรรคแรงงานซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวแฟร์แฟกซ์มีเดียว่า ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่านี่เป็นรูปแบบของ “การค้าลักลอบขนผู้ย้ายถิ่นฐาน” (people-smuggling trade) ที่มีวิวัฒนาการเปลี่ยนไป
.
“รายงานของสำนักงานฯ ยืนยันว่าการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของจำนวนผู้ลี้ภัยในออสเตรเลียเกิดขึ้นภายใต้การดูแลของปีเทอร์ ดัตทัน (รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายใน)” เคเนียลลีกล่าวพร้อมระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์ผู้ลี้ภัยที่เพิ่มขึ้น ดัตทันใช้งบไปมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 6.4 พันล้านบาท) ทำให้ความมั่นคงทางพรมแดนของออสเตรเลียอ่อนแอลง
.
ด้านเดวิด โคลแมน (David Coleman) รัฐมนตรีกระทรวงการลี้ภัย กล่าวว่า จำนวนผู้ลี้ภัยที่แสดงความจำนงที่มากขึ้นไม่ได้นำไปสู่จำนวนผู้ลี้ภัยที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก “รัฐบาลได้จำกัดการรับผู้ลี้ภัยให้อยู่ในระดับปัจจุบัน แตกต่างจากพรรคแรงงานที่เสนอให้เพิ่มการรับผู้ลี้ภัยถาวรอีกร้อยละ 71” โคลแมนกล่าว
.
(แฟ้มภาพซินหัว)
https://web.facebook.com/XinhuaNewsAgency.th

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น