วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2562

โซเชียลแห่แชร์ภาพ เมื่อหมอร้องไห้ 
อีกมุมที่หลายคนไม่เคยรู้


กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกแชร์ออกไปอย่างมาก เมื่อเฟซบุ๊ก DocumentaLy นั้นได้ออกมาเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับหมอคนหนึ่งไว้ว่า When the doctors cry: เมื่อหมอร้องไห้

กลางดึก นอกโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของรัฐ California 
หมอหนุ่มขอตัวออกจากห้องฉุกเฉินหลังจากพยายามยื้อชีวิตคนไข้
อายุ 19 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุ จนเสียชีวิต ช่วงเวลาสั้นๆนั้นเขาวิ่ง
ออกไป ข้ามถนนหน้าโรงพยาบาล วิ่งไปที่ที่ลับตา คนที่สุด พิงกับ
ผนังคอนกรีต ทรุดตัวลงแล้วนั่งร้องไห้

นาทีต่อมาหมอหนุ่มลุกขึ้นยืน เงยหน้าขึ้น เดินกลับไปทำงาน 
เหมือนเมื่อสักครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่เขาไม่รู้คือเจ้าหน้าที่กู้ภัยขับรถ
ผ่านมา และถ่ายภาพช่วงเวลาสั้นๆนั้น ได้พอดี หลังจากภาพนี้
เผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ ก็ได้กลายเป็นไวรัล เนื่องเพราะว่า
คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นภาพแบบนี้

คำถามคือ หมอร้องไห้ (ในงาน) กันด้วยเหรอ

เพราะการร้องไห้นั้นยังคงถูกมองว่าเป็น ความอ่อนแอ เป็นสิ่งที่ไม่ควร
แสดงออกให้ผู้ร่วมงาน และโดยเฉพาะคนไข้เห็น เพราะมันแสดง
ให้เห็นถึงความไม่เป็นมืออาชีพ นอกจากนี้อาจจะยังทำให้เพื่อนร่วม
งานลำบากใจอีกต่างหาก

มีการศึกษาพบว่า 73% ของนักศึกษาแพทย์เคยร้องไห้ และ 16% 
เคยเกือบร้องไห้หลังจากต้องเจอสถานการณ์ที่ผู้ป่วยในความดูแล
อยู่นั้นเสียชีวิต
ในประเทศ Australia มีรายงานว่า 76% ของพยาบาลและ 57% ของ
แพทย์นั้นต่างเคยร้องไห้ในเวลางาน ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่นั้นมาจาก
ความเสียใจและความผูกพันที่มีต่อคนไข้ที่เสียชีวิต

หมอประจำห้องฉุกเฉินคนหนึ่งเขียนว่า ‘ไม่มีอะไรในโลกที่ยากไปกว่า
 การที่ต้องเดินไปบอกญาติว่า คนที่เขารักนั้นได้จากไปแล้ว’
จะให้ทำงานหนักแค่ไหนก็ได้ จะให้ยืนผ่าตัดทั้งคืน จะให้ใส่ท่อช่วย
หายใจคนไข้ทางเดินหายใจตีบ รักษาเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง 
เปิดเส้น iv ที่ไม่มีใครเปิดได้...
แต่ช่วงเวลาที่ยากที่สุด คือช่วงเวลาหลังจากช่วยชีวิตคนไข้อย่าง
เต็มที่แล้ว แต่เขาไม่ฟื้นขึ้นมา และเราต้องหยุด มองไปรอบๆ ก้มมอง
รองเท้าตัวเองอีกทีให้แน่ใจว่าไม่มีรอยเลือดติดอยู่ เอาเสื้อกาวน์ขึ้นมา
ใส่ แล้วเดินออกไปแจ้งว่าคนไข้เสียชีวิตแล้ว นั่นแหละคือช่วงที่ยาก
ที่สุด
มันเป็นส่วนผสมของอารมณ์หลายๆอย่างรวมกัน ทั้งความผูกพัน 
ความเสียใจ ความผิดหวัง การโทษตัวเอง แต่สิ่งที่ทำให้มันยากที่สุด
คือ ณ ช่วงเวลาแห่งความสับสนนั้นกลับไม่สามารถแสดงออกให้ใคร
เห็นได้

และไม่ว่าจะเติบโตขึ้นแค่ไหน ทุกครั้งที่คนไข้ในความดูแลเสียชีวิต 
ความรู้สึกนั้นก็ไม่เคยหายไป เพียงแต่หมอและพยาบาลส่วนใหญ่จะ
เรียนรู้วิธีที่สามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้ดีขึ้น...เท่านั้นเอง

ปัจจุบันนี้มีความตระหนักถึงสภาพจิตใจของบุคลากรทางการแพทย์
ในที่ทำงานมากขึ้น มีช่องทางขอความช่วยเหลือมากขึ้น เพียงแต่นี่
เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งคงต้องอาศัยระยะเวลาเพื่อพัฒนาระบบ
มา support จิตใจของผู้ทำงานในโรงพยาบาล

เพราะฉะนั้น...มันไม่ผิดหรอกถ้าจะร้องไห้ มันไม่ผิดปกติหรอกถ้าจะ
รู้สึกเสียใจ และถ้ารับมือไม่ไหวเราก็ต้องขอความช่วยเหลือ อย่า
ให้ความรู้สึกเหล่านี้มาทำลายตัวตนหรือแม้แต่ชีวิตของเรา
ขอขอบคุณ ข้อมูล DocumentaLy

https://www.komchadluek.net/news/regional/396127

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562

มติครม.ไฟเขียวให้ 30 ธ.ค. 

เป็นวันหยุดปีใหม่เพิ่มอีก 1 วัน


ครม.มีมติเห็นชอบให้30ธ.ค. เป็นวันหยุดราชการวันปีใหม่เพิ่ม รวมหยุดยาว 5 วัน 28 ธ.ค.62 - 1 ม.ค.63
วันนี้ (29ต.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม เป็นวันหยุดพิเศษ เนื่องในช่วงเทศกาลวันขึ้นปีใหม่อีก 1 วัน เนื่องจากในวันที่ 31 ธันวาคม ตรงกับวันอังคาร และวันที่ 1 มกราคมตรงกับวันพุธ ทำให้มีฟันหลอ 1 วัน ที่ประชุมจึงมีมติให้วันที่ 30 ธันวาคม เป็นวันหยุด เพื่อให้ประชาชนสามารถหยุดยาวได้ถึง 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.2562 ถึงวันที่ 1 ม.ค.2563
ส่วนหากหน่วยงานใด รัฐวิสาหกิจ หรือสถาบันการเงิน เห็นว่า วันหยุดดังกล่าว อาจมีผลกระทบต่อการให้บริการประชาชน ก็สามารถพิจารณา วันหยุดได้ตามความเหมาะสม
เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand

 คลังโลหิตทั่วโลกเผชิญวิกฤต 

ขาดแคลนเลือดสำรองช่วยชีวิตผู้ป่วย


  • 28 ตุลาคม 2019

บริจาคเลือดImage copyrightGETTY IMAGES

                 ผลการวิจัยระดับนานาชาติ ซึ่งศึกษาถึงสมดุลระหว่างปริมาณเลือดสำรองคงคลังและความต้องการเลือดเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยทั่วโลก เผยว่าปัจจุบันมีถึง 119 ประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนเลือดสำรองอย่างหนัก จนไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายเลือดเพื่อใช้รักษาหรือทำการผ่าตัดให้ผู้ป่วยได้
              ทีมวิจัยด้านสาธารณสุขศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐฯ ตีพิมพ์งานวิจัยดังกล่าวซึ่งจัดทำขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกลงในวารสารการแพทย์แลนเซ็ต (Lancet) โดยระบุว่ากว่า 61% ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ได้ทำการศึกษามาทั้งหมด 195 ประเทศ มีปริมาณเลือดสำรองคงคลังไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ที่มีอยู่
             กลุ่มประเทศเหล่านี้ได้แก่ทุกประเทศในทางตอนกลาง ทางตะวันตก และทางตะวันออกของภูมิภาคตอนใต้ทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา (Sub-Saharan Africa) รวมทั้งบางประเทศในภูมิภาคโอเชียเนียและเอเชียใต้ ซึ่งทั้งหมดขาดแคลนโลหิตรวมกันถึงกว่า 102 ล้านหน่วย
            นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า 38 ประเทศในแอฟริกามีจำนวนผู้บริจาคโลหิตต่ำกว่าเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งตั้งไว้ที่อย่างน้อย 10 คนจากประชากรทุก 1,000 คน เป็นอย่างมาก โดยซูดานใต้เป็นประเทศที่มีปริมาณเลือดสำรองต่ำสุดคือ 46 หน่วยต่อประชากร 1 แสนคน ส่วนอินเดียนั้นขาดแคลนเลือดถึง 41 ล้านหน่วย และมีความต้องการเลือดสูงกว่าปริมาณสำรองที่มีอยู่ถึง 400%
               ในแต่ละปีมีผู้บริจาคโลหิตได้รวมกันทั่วโลกถึงกว่า 100 ล้านหน่วย แต่ 42% ของเลือดสำรองเหล่านี้กลับได้มาจากผู้คนในประเทศที่ร่ำรวย และถูกเก็บไว้ใช้แต่ในกลุ่มประเทศมั่งคั่งซึ่งมีจำนวนประชากรไม่ถึง 16% ของคนทั้งโลก ในขณะที่ผู้ป่วยในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและรายได้น้อย กลับไม่สามารถเข้าถึงเลือดสำรองที่ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากความขาดแคลนและอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจสอบโรคติดต่อทางเลือดมีไม่เพียงพอ

ถุงเลือดImage copyrightGETTY IMAGES

                  ทีมผู้วิจัยย้ำว่า ช่องว่างระหว่างความต้องการโลหิตและปริมาณสำรองที่มีอยู่นั้น นับวันจะถ่างกว้างขึ้นทุกขณะ เนื่องจากมีผู้เข้าถึงบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นในประเทศรายได้ปานกลางและประเทศที่ยากจนหลายแห่ง ทำให้การถ่ายเลือดซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผ่าตัดที่ซับซ้อนเป็นที่ต้องการสูงขึ้น
                 "รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ จำเป็นจะต้องลงทุนและสนับสนุนบริการจัดเก็บสำรองโลหิตให้ขยายตัวมากขึ้นและทั่วถึงแก่ประชากรทั้งหมด รวมทั้งจัดตั้งระบบควบคุมตรวจสอบให้เลือดสำรองมีความปลอดภัยและได้คุณภาพเพียงพอต่อการเปลี่ยนถ่ายแก่ผู้ป่วย" ทีมผู้วิจัยกล่าวสรุป
ขอบคุณแหล่งข่าว 

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2562

"หนังน้องเดียว" 

กราบขอขมาพระรัตนตรัย 


              จากการออกมา "ด่าพระ" ของ "น้องเดียว" นายหนังตะลุงชื่อดังของภาคใต้ซึ่งพิการทางสายตา หลังไม่พอใจที่มีพระออกมาพูดว่า "ค่าตัวแพงถึง 8 หมื่นบาท" หลังไปเล่นหนังตะลุงที่วัดเนินพิจิตร อ.นาหม่อม จ.สงขลา จนกลายเป็นหัวข้อ มีการรวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

                 ล่าสุด เวลา 10.00 น. ที่วัดมหัตตมังคลาราม หรือวัดหาดใหญ่ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา “น้องเดียว” หรือ นายบัญญัติ สุวรรณแว่นทอง นายหนังตะลุงชื่อดังของภาคใต้ เดินทางมาพบกับ พระครูสุวัฒนาภรณ์ หรือ อาจารย์ภัตร อริโย เจ้าอาวาสวัดนาทวี พระครูปลัดพลกฤต กลฺยาณธมฺโม เจ้าคณะตำบลหาดใหญ่เขต 1 และพระครูบัณฑิตธรรมาลังการ เจ้าคณะอำเภอสะเดา ซึ่งทั้งสามรูปได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะจังหวัดสงขลา ให้เป็นตัวแทนเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับนายอนุมัติ อาหมัด ในฐานะกรรมาธิการศาสนาฯ
                 ทั้งนี้ เพื่อจบปัญหา ได้มีการขอขมาพระรัตนตรัยภายในวัดหาดใหญ่ใน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนมาเฝ้าคอยติดตามจำนวนมาก

..............................................................................................
                   เรื่่องราวจบกันไปซะที ....ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ  น้องเดียวก็เป็นคนพุทธ  และเป็นศิลปินหนังตลุง ลูกทุ่งวัฒนธรรม  เป็นแบบอย่างให้กับเยาวชน และคนดูอีกมากมาย  ไม่ควรไปด่าพระสงฆ์  เพราะพระสงฆ์ เป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย ท่านเป็นผู้รักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ถ้าไม่มีพระสงฆ์  ศาสนาพุทธก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน 

                   ศาสนาพุทธจะถูกทำลายด้วยชาวพุทธด้วยกัน คือ  พุทธศาสนิกชน  ที่ไม่มีความเคารพในพระพุทธ...  ไม่มีความเคารพในพระธรรม... ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์...  ไม่มีความเคารพในการศึกษา...  ไม่มีความเคารพในการปฏิสันถาร...  ไม่มีความเคารพในความไม่ประมาท... และไม่มีความเคารพในสมาธิ  เมื่อไม่เคารพในสิ่งเหล่านี้ศาสนาก็จะอยู่ไม่ได้  เหมือนกับหลาย ๆ ประเทศที่ผ่านมา

                 อย่าคิดว่าด่าแค่พระองค์โน้น ... ไม่ได้ด่าพระองค์นี้  ไม่ว่าพระองค์ไหน ๆ   แต่ภาพรวมคือพระ  ท่านเป็นลูกพระพุทธเจ้า  ท่านมีศีลอย่างน้อยก็มีศีล 227 ข้อ  สมมุติท่านขาดไป 10 ข้อ  ท่านก็ยังเหลือตั้ง 200 กว่าข้อ ก็มากกว่าฆราวาสอยู่ดี  เพราะฉะนั้น  ไม่ควรไปด่าพระ  มันเป็นบาป  มันเป็นกรรม  มันไม่คุ้มกับบาปที่เกิดขึ้น

                ความจริงเรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย พระท่านแค่แสดงความคิดเห็นเท่านั้น   ใคร ๆ ก็แสดงความคิดเห็นได้  เป็นศิลปินก็ควรมีจิตใจหนักแน่น  มั่นคง ไม่หูเบา  เชื่อตามคนที่บอก.. กล่าว ... เล่าต่อ...  ให้ฟัง  เพราะสิ่งที่ได้รับฟังนั้น  อาจจะโดนใส่ไข่ จะมากหรือน้อย  เกินความจริงหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้ 

                  อย่างไรก็ตาม  ก็ขอชื่นชม หนังน้องเดียว  ที่ตัดสินใจขอขมาพระสงฆ์ อย่างน้อยทำให้ทุกฝ่ายสบายใจขึ้น   และยังตั้งใจว่า ...จากนี้ไปจะไม่มีการด่าพระอีกแล้ว ....ก็ขออนุโมทนา  ทุกคนพร้อมที่จะให้อภัยกัน   และเชื่อคำพูดนี้..ของหนังน้องเดียว   แต่จะพิสูจน์จากการกระทำ....ต่อไป

                  ที่สำคัญขาดไม่ได้คือ.. ต้องขอชื่นชมเจ้าคณะจังหวัดสงขลา  ที่ไม่ดูเบาในเรื่องเล็กน้อย   และตัดสินใจในทันทีแบบนี้  เพราะเป็นการช่วยปกป้องพระสงฆ์  และพระศาสนา พระสงฆ์จะได้ไม่ถูกตำหนิ หรือด่าโดยฆราวาส   สงฆ์ควรถูว่ากล่าวตักเตือนสงฆ์ด้วยกันเอง  ถึงจะเหมาะสม  ขอกราบอนุโมทนาบุญกับท่านเจ้าคณะจังหวัดสงขลาเป็นอย่างสูง     

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562

4วันนี้หนักแน่! 

กรมอุตุฯ เตือนฝนถล่มไทยตอนบน 

ลมกระโชกแรง ใต้อ่วม เสี่ยงท่วม

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ถอดดราม่า'หนังน้องเดียว' 
ผิดแล้วขอโทษสังคมให้อภัย


                สรุปเหตุการณ์ “หนังน้องเดียว” นายหนังตะลุงคนดัง เดินหน้าเล่นต่อไม่สนดราม่า แม้แฟน ๆ ท้วงติงทำผิดรีบขอโทษ คุยโวท้ารบกับพระไร้เครียด คิวงานยาวถึงปี 66 บทเรียนอย่าเหลิงชื่อเสียง อย่าเสื่อมเพราะสนิมในหู  พุธที่ 23 ตุลาคม 2562 เวลา 07.28 น.


              เป็นอีกเรื่องราวที่ต้องบอกว่าดราม่าตีคู่กันมาไม่แพ้กรณีดาราสาวขับมาเซราติ สำหรับนายหนังตะลุงคนดัง "หนังน้องเดียว ลูกทุ่งวัฒนธรรม" ร้อนถึงพระราชวรเวที เจ้าคณะจังหวัดสงขลา ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าคณะทุกอำเภอ ขอความร่วมมือไม่ให้ "หนังน้องเดียว" หรือนายบัญญัติ สุวรรณแว่นทอง เข้าไปแสดงในวัดต่าง ๆ เนื่องจากมีพฤติกรรมดูหมิ่นพระสงฆ์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย

             โดยข้อความระบุว่า ตามที่ปรากฏตามสื่อเกี่ยวกับพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของหนังตะลุงที่ชื่อ "หนังเดียว" โดยได้ใช้คำหยาบคายต่อว่าพระภิกษุ ในการแสดงหนังตะลุงที่วัดเนินพิจิต อ.นาหม่อม จ.สงขลา ตามที่ทราบแล้วนั้น จากพฤติกรรมดังกล่าวนอกจากแสดงความไม่เคารพต่อสถานที่ ซึ่งเป็นศาสนสถานในพระพุทธศาสนาแล้ว ยังมีพฤติกรรมไม่เคารพต่อพระสงฆ์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผู้ที่ได้ชื่อว่าศิลปินไม่ควรแสดงออก จากพฤติกรรมดังกล่าว สร้างความเสียหายให้กับพระสงฆ์ และเห็นว่าหากยังให้บุคคลดังกล่าวเข้ามาแสดงในวัดอีกยิ่งสร้างความเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์



                   แล้วอะไรคือสาเหตุที่ลึกไปกว่านั้น จนทำให้มีหนังสือฉบับนี้ออกมา ย้อนกลับไปวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่วัดเนินพิจิต มีพระรูปหนึ่งพูดว่า...ถ้าเป็นผม ๆ ไม่รับหนังน้องเดียวมาเล่นเพราะ "ค่าราด" คืนละ 80,000 แพงมาก และเล่น "แต่สวน" (หมายถึงเล่นอยู่คนเดียว) ปรากฏว่าหนังน้องเดียว ได้นำเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเปิดฉากด่าพระในวัดเนินพิจิตร บางคนทนไม่ไหวได้ขึ้นมาขอร้องให้เลิกด่าพระ แต่น้องเดียวไม่ยอม เล่นหนังไปด่าพระในวัดเนินพิจิตรจนเลิกแสดง

                หลังจากนั้น "หนังน้องเดียว" อัดคลิปวิดีโอยอมรับว่า เพราะไม่พอใจพระรูปนั้น เงินที่จ่ายก็ไม่ใช่ของพระ พระมายุ่งอะไรด้วย ตนจะเรียก 80,000 บาท หรือ 100,000 บาท ก็เป็นเรื่องของตนเอง และมีการด่าพระว่า "ไอ้โล้น" รวมทั้งแช่งพระที่วิพากษ์วิจารณ์ จะต้องตายในไม่ช้า เพราะครูหมอของตนเองศักดิ์สิทธิ์ ถ้าครูหมอตนเองไม่แน่จริง คงจะไม่มีเจ้าภาพว่าจ้างจนคิวเต็มถึงปี 2566 กลายเป็นที่วิจารณ์ในพื้นที่ จ.สงขลา และภาคใต้อย่างกว้างขวาง



                     โดยส่วนใหญ่มองถึงความไม่เหมาะสม ที่หนังน้องเดียวนำเรื่องเพียงเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่วิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความคิดเห็นได้ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญที่จะถือโกรธแบบเอาเป็นเอาตาย และออกมาด่าพระอย่างสาดเสียเทเสีย ตรงจุดนี้เองจึงกลายเป็นที่มาของดราม่าร้อน ๆ ที่เกิดขึ้นว่า ทำไมหนังน้องเดียวต้องของขึ้นเปิดศึกท้ารบกับพระ จ.สงขลา ทำให้คณะสงฆ์ทำหนังสือให้ทุกวัดบอยคอต ห้ามหนังเดียวเล่นในเขตวัด

                   ขณะที่โลกออนไลน์เข้าไปแสดงความเห็นในเพจของหนังตะลุง "น้องเดียว" จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่บอกว่า ไม่ควรไปสาปแช่งพระ พร้อมกับแนะให้รีบออกมาขอโทษ สังคมจะให้อภัย ไม่ใช่ไปด่าซ้ำ เนื่องจากเป็นห่วงว่าจะไม่มีที่ทำมาหากิน เพราะเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเอง อยากให้ใจเย็น ๆ สวรรค์ได้มอบพรแสวงชดเชยกับสิ่งที่เสียไปนั่นก็คือดวงตา หากมีความโมโหโกรธา ก็จะทำให้เสียกับเสีย เสียทั้งชื่อ เสียทั้งเงิน ฉะนั้นตาไม่ดีแล้ว ก็ไม่อยากให้หูไม่ดีอีก แฟนคลับเป็นห่วงน้องเดียว และแนะนำให้น้องเดียวขอโทษพระ อย่าเหลิงกับชื่อเสียงที่ได้มา อย่าเสื่อมเพราะสนิมในหู



                     กระทั่งชาวเน็ตเริ่มลุกลามเข้าไปที่เฟซบุ๊ก "หนังน้องเดียว" และเข้าไปคอมเมนต์อย่างดุเดือด หลังเจ้าตัวไม่ได้สนใจดราม่าอะไรเลย ยังได้พาภรรยาสาวไปซื้อไอโฟน 11 อย่างมีความสุข ด้านดร.พระครูวิรัตธรรมโชติ เจ้าคณะอำเภอจังหวัดสงขลา ออกมาเปิดเผยว่า มีผู้ใหญ่ฝั่งหนังน้องเดียว ติดต่อเข้ามาขอขมาปมด่าพระ แต่ต้องขอหยั่งเชิงรอดูพฤติกรรม หากพบยังด่าพระลั่นไม่ต้องมาขอขมา และยกเป็นอุทาหรณ์คิดให้รอบคอบก่อนจะพูดอะไร

                 https://www.dailynews.co.th/regional/737925

ยาดองคางคก ผสมเมทานอล ต้นเหตุคร่าชีวิต


             แพทย์ระบุยาดองคางคกคร่า 2 ศพ สาหัสอีก 4 ต้นเหตุมาจากเจ้าของสูตรใช้เมทานอล หรือเมทิลแอลกอฮอล์กินถึงตาย ส่วนสารพิษในคางคกมีผลต่อหัวใจ

                เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมนี้ นพ.อภิรัต กตัญญุตานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชลบุรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการผู้ป่วยดื่มยาดองเหล้าผสมคางคก และมีผู้เสียชีวิต 2 คน อาการสาหัส 4 คน ว่า ขณะนี้อาการผู้ป่วยยังทรงตัว ต้องติดตามใกล้ชิดเนื่องจากหายใจไม่สะดวก อีกทั้งบางคนต้องใช้เครื่องฟอกไตร่วมเพื่อกำจัดสารพิษ ส่วนผลการตรวจสอบ ยืนยันชัดเจนแล้วว่า อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทั้งหมดมาจากผลของเมทานอล ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้ในระดับอุตสาหกรรม ใช้ในการผสมกับทินเนอร์ กาว ไม่ใช่การผสมเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งไม่ทราบว่าคนที่ผสมให้ทุกคนดื่มนั้นทราบหรือไม่ ส่วนอันตรายจากฤทธิ์ของคางคกจะมีผลกับหัวใจและทำให้คลื่นไส้ ซึ่งก็ได้รักษาตามอาการ และผู้ป่วยที่ได้รับอันตราย คาดว่าไม่น่าจะเกิดจากคางคก แต่เกิดจากเมทานอลมากกว่า สำหรับการแยกสีและกลิ่นของเมทานอลนั้น ยอมรับว่าทำได้ยากเนื่องจากคล้ายกับแอลกอฮอล์ทั่วไป 

                ด้าน นพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สุราออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง เมื่อดื่มเข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมและกระจายไปทุกส่วนของร่างกาย เข้าไปทำลายตับ เยื่อบุกระเพาะ และลำไส้อักเสบ เป็นแผลในกระเพาะอาหาร การดื่มสุราปริมาณมากในระยะเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษเฉียบพลัน อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ และหากมีการนำสุราไปดองกับสัตว์มีพิษต่างๆ เช่น ตะขาบ แมงป่อง คางคก แล้วนำมาดื่ม ตามคำกล่าวอ้างในเรื่องสรรพคุณทางการรักษาโรคหรือเพื่อบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง อันตรายมาก ร่างกายจะได้รับพิษจากสัตว์เหล่านั้น เกิดอาการพิษทางร่างกายอย่างรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้

              นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า คางคกมีต่อมขับน้ำเมือก และผิวหนังที่มีพิษขับเมือกพิษออกมาที่ต่อมเล็กๆ ที่ผิวหนัง ใบหน้า ใต้ตา และระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งเป็นสารกลุ่มดิจิทาลอยด์ มีลักษณะทางเคมีและการออกฤทธิ์คล้ายกับสารกลุ่มคาร์ดิแอก ไกลโคไซด์ มีผลต่อหัวใจ ซึ่งมีกลไกออกฤทธิ์ทำให้หัวใจบีบตัวมากขึ้น หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีสารแอลคาลอยด์อื่นและสารระคายเคืองร่วมด้วย 

    “การบริโภคคางคกทั้งนำมาทำเป็นอาหาร การให้ความร้อนหรือนำไปดองกับสุรา ไม่ทำให้พิษคางคกหายไป เมื่อนำมาบริโภคหรือดื่มจะทำให้ได้รับพิษจากคางคก ช่วงแรกจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง หากบริโภคในปริมาณมากจะทำให้รู้สึกสับสน เพ้อ ง่วงซึม มีอาการทางจิตประสาท ชัก และหมดสติ จำเป็นต้องพาผู้ป่วยมารักษาทันที เนื่องจากผู้ป่วยจะมีหัวใจเต้นช้าลงและหัวใจเต้นผิดจังหวะจนทำให้เสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวได้ และขณะนี้ในทางการแพทย์ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันถึงประโยชน์และสรรพคุณทางยาของคางคก ย้ำเตือนกลุ่มที่กำลังจะทดลองดื่มสุราดองคางคก หรือสัตว์พิษอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความอันตรายต่อสุขภาพให้มาก ฤทธิ์รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้” นพ.สรายุทธ์กล่าว. 

ฝุ่นจิ๋วท่วมกรุงอีกรอบ


              ฝุ่นพิษกลับมาปกคลุม กทม.และปริมณฑล พบเกินค่ามาตรฐาน 14 สถานี สูงสุดอยู่ที่ 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

               เมื่อเวลา 08.51 น. วันที่ 22 ตุลาคมนี้ เพจเฟซบุ๊กกรมควบคุมมลพิษ เผยผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศ พบว่า ปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ตรวจวัดได้ระหว่าง 28-79 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินเกณฑ์มาตรฐาน 7 สถานี (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ได้แก่ เขตบางพลัด เขตบางคอแหลม เขตบางซื่อ และเขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร, บริเวณตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ, บริเวณตำบลมหาชัย อำเภอเมือง และตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวคุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 

                   ต่อมา กรมควบคุมมลพิษร่วมกับกรุงเทพมหานคร รายงานข้อมูลคุณภาพอากาศ ช่วงเวลา 12.00 น. ปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ตรวจวัดได้ระหว่าง 31-90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินเกณฑ์มาตรฐาน 14 สถานี บริเวณเขตบางคอแหลม เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกน้อย เขตภาษีเจริญ เขตบางพลัด เขตบางขุนเทียน เขตปทุมวัน เขตสาทร เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร บริเวณตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ และบริเวณตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณฝุ่นละอองในภาพรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเวลาก่อนหน้า สาเหตุเนื่องจากสภาพอุตุนิยมวิทยา

                 ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านเป็นเวลานาน ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นละออง ขณะที่สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร โดยกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สรุปผลการตรวจวัด PM 2.5 เวลา 10.00-12.00 น. (3 ชั่วโมงล่าสุด) ตรวจวัดได้ 30-82 มคก./ลบ.ม. ค่าเฉลี่ย 49 มคก./ลบ.ม. ค่าเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จำนวน 10 เขต คือ เขตปทุมวัน เขตบางคอแหลม เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกน้อย เขตภาษีเจริญ เขตบางพลัด เขตบางขุนเทียน เขตสาทร เขตบางซื่อ เนื่องจากมีความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่ปกคลุมทำให้ช่วงเช้ามีลมอ่อนหรือสงบ และอาจจะเกิดการผกผันกลับของอุณหภูมิ (inversion) ในระดับล่าง ทำให้เกิดหมอกผสมควันในช่วงเวลาเช้า การไหลเวียนของอากาศอาจไม่ดี ระดับเพดานการลอยตัวของฝุ่นไม่สูง ทำให้ฝุ่นละอองสะสมตัวได้เพิ่มขึ้น ซึ่งหลายเขตได้ดำเนินการฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ ล้างทำความสะอาด ผิวจราจร ทางเท้า ต้นไม้ ใบไม้ เพื่อลดปริมาณฝุ่นละออง เพิ่มคุณภาพในอากาศ ตั้งแต่เมื่อคืนต่อเนื่องถึงช่วงเช้าแล้ว

                   เวลา 15.00 น. สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ค่าเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เพิ่มขึ้นรวมเป็น 14 เขตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้แก่ เขตสัมพันธวงศ์ เขตปทุมวัน เขตสาทร เขตบางคอแหลม เขตยานนาวา เขตธนบุรี เขตคลองสาน เขตบางกอกน้อย เขตภาษีเจริญ เขตคลองเตย เขตบางซื่อ เขตหลักสี่ เขตบางพลัด เขตบางขุนเทียน.

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ปล่อยปลา
...ควรปล่อยอย่างไรดี ....



จากกรณีกระแสวิจารณ์ "ยูทูบเบอร์สาวชื่อดัง" ที่ได้เผยคลิป... "เหมาปลาทั้งหมด ในตลาดสด ไปปล่อย คืนชีวิตสัตว์” พร้อมพาไปดูการเดินซื้อปลาดุกทั้งแผงในตลาดสดแห่งหนึ่ง มูลค่าประมาณ 2,040 บาท เพื่อนําปล่อยลงคลอง

กลายเป็นกระแสวิพากษ์ วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยชาวเน็ตส่วนใหญ่ได้เข้ามาตักเตือนว่าไม่เหมาะสม อีกทั้งยังหวั่นว่า การปล่อยปลาดุกยังเป็นการ ทําลายห่วงโซ่อารหาร ซึ่งจะมีผลต่อระบบนิเวศในบริเวณดังกล่าว ขณะที่ชาวเน็ตอีกด้าน ต่างมองว่าสามารถทําได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ เป็นเรื่องของความปรารถนาที่ดี ที่คิดช่วยชีวิตสัตว์ โดยให้ชีวิตเป็นทาน ซึ่งเป็นบุญเป็นกุศล แต่สิ่งที่ควรคำนึงต่อไปนั้น ก็ต้องดูว่า ปล่อยปลาแล้ว ปลาที่ปล่อยปลอดภัยไหม ... น้ำที่ปล่อยเป็นอย่างไร ... และสถานที่ปล่อยเป็นเขตอภัยทานหรือไม่ ควรเลือกสถานที่ให้ปลาปลอดภัยดีกว่า

วันนี้ เอาความรู้จาก "กรมประมง" ที่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นการเลือกพันธุ์ปลาที่จะปล่อย และสถานที่ในการปล่อย ดังนี้เช่น


ปลาช่อน ปลาดุกอุย ,ปลาหมอไทย ควรปล่อยในลําคลอง หนอง บึง ที่มีน้ำไหลไม่แรงมาก มีกอหญ้าอยู่ริมตลิ่งบ้าง และน้ำควรเป็นน้ำที่สะอาด

ปลาไหล ควรปล่อยลงในแม่น้ํา ห้วยหนอง คลองบึง ท้องนา หรือร่องสวน บริเวณที่มีดินเฉอะแฉะและกระแสน้ําไหลไม่ แรงมาก เนื่องจากปลาไหลชอบขุดรูเพื่ออยู่อาศัย

กบ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ํา ชอบอยู่ในที่ชื้นแฉะ ดังนั้น ไม่ควรปล่อยลงแม่น้ำ ควรหาที่นา หรือคลองที่เป็นธรรมชาติ มีกอหญ้า หรือไม้น้ำจะดีกว่า เพราะกบก็จะใช้เป็นที่อยู่อาศัย และยังเป็นที่อยู่ของแมลงซึ่งเป็นอาหารของกบอีกด้วย

ปลาสวาย ปลาบึก ปลาตะเพียน ควรปล่อยลงในแม่น้ำ คลองที่มีระดับน้ำลึกและกระแสน้ำไหลแรง เพราะปลาเหล่านี้ เมื่อโตเต็มที่ จะเป็นปลาที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นจึงต้องใช้พื้นที่กว้างในการดํารงชีวิต

  ผู้เขียนขอเป็นกำลังให้ทุกท่านที่มีความตั้งใจดี และปรารถนาดี อยากได้บุญได้กุศล ก็จงทำต่อไป อย่าท้อแท้ การให้ชีวิตสัตว์เป็นทานมีอานิสงส์มาก โดยเฉพาะปลาที่กำลังจะถึงฆาต กำลังจะถูกฆ่าเป็นต้น เป็นการช่วยให้สัตว์รอดตาย แต่ควรเลือกสถานที่ในการปล่อย ควรเป็นสถานที่ที่ไม่มีผลกระทบ และให้ปลาปลอดภัยด้วย เช่น เขตอภัยทาน ตามวัดต่าง ๆ ที่อยู่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง ส่วนใหญ่จะมีเขตอภัยทาน จะทำให้ปลาปลอดภัย และคนปล่อยก็ได้บุญเต็มที่

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ยืนยันด้วยตัวจริง เสียงจริงว่า...

ชีวิตหลังความตายมีจริง 


                   คุณตาวัย 76 ปี  เผยตอนหมดสติได้พูดคุยกับยมทูตที่มารับ แต่บังเอิญยมทูตเอาไปผิดคนจึงเอากลับมาคืน ขณะที่ลูกหลานไม่วายเอาอายุ และปีเกิดไปเสี่ยงโชค
                   (15 ต.ค.62) จากกรณีที่ น.ส.ศศพรรณ สวรรค์ตรานนท์ ผู้ช่วยโทรศัพท์จังหวัดเพชรบูรณ์ด้านบริการ และนางชัยรัตน์ ทิมทอง ผู้จัดการศูนย์บริการลูกค้าทีโอที สาขาเพชรบูรณ์ ได้ทำการปั๊มหัวใจช่วยเหลือ นายประเกียบ ขุนแก้ว หรือ คุณตาแต๋ อายุ 76 ปี ที่หมดสติไม่หายใจ ชีพจรไม่มี ขณะที่กำลังเอาน้ำเข้านาข้าว สองสาวบริษัททีโอที ผ่านไปพบและให้การช่วยเหลือ ก่อนที่หน่วยกู้ชีพจากโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ จะเดินทางไปถึง ทำให้คุณตาแต๋รอดพ้นจากความตายทั้งๆ ที่หยุดหายใจและไม่รู้สึกตัวเกือบ 6 นาที
                  เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ต.ค.2562 ที่ผ่านมา และหลังจากคุณตาแต๋ได้เข้ารับการรักษาและนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์จนร่างกายแข็งแรง แพทย์จึงให้กลับบ้าน โดยคุณตาแต๋ได้เล่าถึงเหตุการณ์ประหลาดให้ลูกหลานฟังในขณะที่หมดสติไป จึงเดินทางไปตรวจสอบพบนายประเกียบ ขุนแก้ว หรือ คุณตาแต๋ ซึ่งมีร่างกายที่แข็งแรง อาศัยอยู่บ้านกลางทุ่งนาเพียงลำพัง  และมีลูกหลานแวะเวียนมาเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง
                   โดยคุณตาแต๋ เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้พาชาวบ้านไปลอกน้ำเข้านา โดยก่อนหน้านั้นรู้สึกปวดที่บริเวณหัวใจอยู่นิดหน่อย แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นอะไร จึงได้ออกไปทำงาน และขณะที่กำลังเอาน้ำเข้านาอยู่นั้น รู้สึกปวดที่หัวใจมากขึ้น จึงขึ้นมานั่งอยู่ด้านบนเพื่อพักผ่อน แต่ก็เกิดอาการวูบไปและไม่รู้สึกตัวอีกเลย กระทั่งมีคนมาช่วยปั๊มหัวใจจนรู้สึกตัว แต่ก็วูบไปอีกครั้ง 

                 แต่คราวนี้ตนรู้สึกว่าไปฟื้นและนั่งอยู่สถานที่แห่งหนึ่งกับผู้หญิงอีกคน โดยมีผู้ชายสองคนแต่งตัวแปลกๆ มีผ้าโพกหัวสีแดง ไม่ใส่เสื้อ แต่มีผ้าพาดที่หน้าอก โดยคนแรกเป็นคนถามชื่อตน ตนจึงบอกไปว่าชื่อแต๋ ประเกียบ ขุนแก้ว โดยให้ผู้ชายอีกคนเป็นคนจดลงในสมุดอะไรสักอย่าง จากนั้นก็หันไปถามผู้หญิงว่าชื่ออะไร ผู้หญิงคนดังกล่าวบอกชื่อแต๋ แต่เขียนไม่เหมือนกัน
                     จากนั้นคนที่จดชื่อก็บอกว่าคนที่ตายคือผู้หญิง ส่วนตนเอามาผิดคน จึงให้รีบเอาตัวไปส่งกลับบ้าน จากนั้นตนจึงรู้สึกตัวพบว่าอยู่ภายในห้องพยาบาลที่มีหมอและพยาบาลกำลังช่วยเหลือ ซึ่งตนคิดว่าเหตุการณ์ในขณะที่หมดสติไปนั้น ต้องเป็นยมทูตมารับตนไปอย่างแน่นอน แต่บังเอิญเอาไปผิดคน จึงเอากลับมาคืน ขณะนี้ตนก็ไม่เป็นอะไรมาก ยังทำงานได้ตามปกติ แต่รู้สึกเจ็บที่หน้าอกบ้าง ซึ่งก็คาดว่าน่าจะมาจากการที่ถูกปั๊มหัวใจนั่นเอง
                    ( คุณตาแต๋   เกิดพ.ศ.  2487  อายุ 75 และ 76 ปี )

จาก link ข่าว ...https://www.sanook.com/news/7924450/

ข่าวเพิ่มเติม https://www.youtube.com/watch?v=9siKnn9Aq7c

                              จากหตุการณ์นี้ ...เป็นหลักฐาน และพยานบุคคลจริง ๆ ว่าเมื่อชีวิตหมดลมหายใจแล้ว จะไปเจออะไรบ้าง  ????? ...ยมทูตมี ลักษณะอย่างไร... ...เหมือน ๆ กับที่เคยได้ยินได้ฟังมาจากโรงเรียนอนุบาลฝันในฝัน   หรือจาก ช่อง DMC  ซึ่งโดนปิดไปแล้ว ????  ..... แต่คุณตาแต๋  ไม่ใช่นักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา  แต่ทำไมพูดออกมาได้เหมือนกัน .... น่าคิด....ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ...............

ซักเคอร์เบิร์ก' ค้านเซ็นเซอร์วาทะนักการเมือง

'ซักเคอร์เบิร์ก' ค้านเซ็นเซอร์วาทะนักการเมือง
18 ตุลาคม 2562
 525


“มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก” แห่งเฟซบุ๊ค ลั่น ไม่มีนโยบายตรวจสอบ

ข้อเท็จจริงโพสต์ของนักการเมือง ชี้ “การเซ็นเซอร์” ไม่ใช่งาน

ของบริษัทเทคโนโลยี


นายมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ)
 ของบริษัทเฟซบุ๊ค อิงค์ ยักษ์ใหญ่

โซเชียลมีเดีย กล่าวกับนักศึกษาที่ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์
ในกรุงวอชิงตันของสหรัฐ ในหัวข้อ

 “บทสนทนาเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก” วานนี้ (17 ต.ค.) 
ว่า นโยบายที่ไม่รวมถึงการตรวจสอบ

ข้อเท็จจริงของคำพูดนักการเมืองหรือโฆษณาทางการเมือง เป็นไป
ตามธรรมเนียมเสรีภาพในการแสดงออกที่มีมานาน
“ผมไม่คิดว่าคนส่วนใหญ่ต้องการอยู่บนโลกที่คุณสามารถโพสต์
เพียงแค่เรื่องที่บริษัทเทคโนโลยีฟันธงแล้วว่าเป็นความจริง 100%”
 ซีอีโอเฟซบุ๊คเผย และว่า “ผมไม่คิดว่านั่นเป็นสิทธิของบริษัทเอกชน
ในการเซ็นเซอร์นักการเมืองหรือข่าวในระบอบประชาธิปไตย”

ความเห็นดังกล่าวของนายซักเคอร์เบิร์ก เป็นการตอบโต้นักวิจารณ์
ที่ระบุว่าเฟซบุ๊คทำให้บรรดาผู้นำทางการเมือง รวมถึงประธานาธิบดี
โดนัลด์ ทรัมป์ แพร่กระจายข้อมูลผิด ๆ สู่สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม นายซักเคอร์เบิร์กระบุว่า เฟซบุ๊คยังอาจลบเนื้อหา
จากบรรดาผู้นำการเมืองหรือคนอื่น ๆ ที่อาจสร้างความเสียหายได้

ขณะนี้ เฟซบุ๊คอยู่ใต้แรงกดดันหนักขึ้นเรื่อย ๆ ให้กำจัดการแพร่ข้อมูลเท็จ พร้อมกับหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาจากประธานาธิบดีทรัมป์และอคติ
ทางการเมืองอื่น ๆ

นอกจากนั้น ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ค เสริมว่า เขายังมองว่าเฟซบุ๊คและ
แพลตฟอร์มสังคมออนไลน์อื่น ๆ เป็นพลังพวก เนื่องจากทำให้ผู้คน
จำนวนมากขึ้นมีช่องทางในการแสดงออก

“การสามารถพูดได้อย่างเสรีเป็นหัวใจสำคัญในการต่อสู้เพื่อ
ประชาธิปไตยทั่วโลก” นายซักเคอร์เบิร์กชี้


โคราชรับบริจาค 58 ล้าน  ช่วยแล้วคนเจ็บ-เสียชีวิต 9.1 ล้านบาท พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีทำบุญงานรวมดวงใจ...