วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561




น้ำบรรลัยกัลป์ 



                 ที่ผ่านมา น้องกิ๊กก๊อก ได้นำเรื่องไฟบรรลัยกัลป์มานำเสนอให้อ่านไปแล้ว  สำหรับวันนี้ก็นำเอาน้ำบรรลัยกัลป์ และลมบรรลัยกัลป์มานำเสนอต่อไป

                 เมื่อจักรวาลถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์  7 รอบ  จะเกิดน้ำบรรลัยกัลป์ 1 รอบ  อานุภาพของน้ำบรรลัยกัลป์จะมีความรุนแรงมากกว่าไฟบรรลัยกัลป์มากนัก  การที่โลกถูกทำลายด้วยน้ำนั้น การเกิดขึ้นของดวงอาทิตย์จะยังคงมีเพียงดวงเดียวอย่างที่เคยเป็นมา 


              
                แต่การทำลายจะเริ่มจาก มีเมฆที่มีฤทธิ์เป็นกรดเกิดขึ้น แล้วมีฝนตกลงมาจากเมฆที่มีฤทธิ์เป็นกรดนั้น  ทำให้น้ำฝนเป็นน้ำกรดที่มีฤทธิ์รุนแรง สามารถกัดละลายสรรพสิ่งทั้งหลายให้ละลายได้ โดยจะตกต่อเนื่อง ไม่มีขาดช่วงเลย แรกๆ ก็ตกมาทีละน้อย  มีเม็ดฝนละเอียด  แล้วค่อยตกหนักขึ้น ๆ  พร้อมกับขนาดของเม็ดฝนที่โตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเหมือนสายน้ำ ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นๆ จนในที่สุด ท่วมพื้นแผ่นดินและภูเขา ท่วมโลกจนกระทั่ง  ท่วมทั่วจักรวาลทั้งแสนโกฏิจักรวาล

                น้ำฝนซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรงนี้ จะกัดละลายทุกสิ่งทุกอย่างจนสูญสลายไม่มีเหลือ ระดับน้ำจะสูงขึ้นไป จนท่วมสวรรค์ชั้นทั้ง 6 ชั้น   ท่วมถึงพรหมโลก  ชั้นทุติยฌาน คือ พรหมปริตตาภา พรหมอัปปมาณาภา และพรหมอาภัสสรา แล้วหยุดเพียงเท่านี้ สิ่งทั้งหลายที่จมน้ำหรือถูกท่วมถึง ก็จะถูกกัดละลายจนหมดสิ้น

                  เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างถูกกัดละลายจนไม่เหลือสิ่งใดๆ เลย น้ำฝนซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดนั้น  จะยุบแห้งหายไป เหลือเพียงอากาศที่ว่างเปล่า  โล่งเตียน   ไม่หลงเหลือสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น  ทั่วทั้งจักรวาลมืดมิดไม่มีแสงสว่างใดๆ

                   เมื่อโลกและจักรวาลสงบลง  ก็จะเริ่มวัฏจักรใหม่  เหมือนอย่างที่กล่าวมาในไฟบรรลัยกัลป์ 



 ลมบรรลัยกัลป์

                   สำหรับลมบรรลัยกัลป์นั้น  เป็นช่องทางที่ทำลายโลกและจักรวาลรุนแรงที่สุด  แต่เกิดขึ้นน้อยที่สุด  เพราะต้องผ่านไฟบรรลัย กัลป์ จำนวน 56 ครั้ง  และน้ำบรรลัยกัลป์  จำนวน 7 ครั้ง  จึงเกิดลมบรรลัยกัลป์ 1 ครั้ง  ในการเกิดลมบรรลัยกัลป์นั้น  ดวงอาทิตย์ยังคงมี ดวงเดียวเช่นกับน้ำบรรลัยกัลป์  

                 แต่การทำลายด้วยลมเริ่มจากมีลมเกิดขึ้น ในช่วงแรกเป็นเพียงลมอ่อนๆ แล้วค่อยมีความแรงขึ้นตามลำดับ จากที่พัด พาสิ่งที่มีน้ำหนักเบา เช่นเริ่มจากพัดฝุ่นให้ฟุ้งตลบขึ้น ...เพิ่มเป็นพัดพาทราย กรวด และก้อนหิน ได้มากขึ้น ...ความแรงจะมากขึ้น จนสามารถทำให้พัดสิ่งต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่ ทั้งต้นไม้ อาคารบ้านเรือน ตลอดจนสรรพสิ่ง หลุดลอยขึ้นไปในอากาศ  ด้วยอานุภาพรุนแรงอย่างมหาศาล จึงทำให้สิ่งต่างๆ ที่ถูกพัดขึ้นไปแหลกละเอียดกระจัดกระจายไม่เหลือสิ่งใดๆ เลย 




                 ต่อมาเกิดลมขึ้นใต้ผืนแผ่นดิน ความรุนแรงของลมได้พัดพลิกแผ่นดินให้หงายขึ้น และพัดปลิวขึ้นไปในอากาศ แม้แต่ภูเขา และน้ำจากแหล่งต่างๆ ทั้งในแม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร ทุกสิ่งทุกอย่างถูกพัดปลิวขึ้นสู่อากาศ และแหลกกระจุยกระจายด้วยแรงลมที่มีความรุนแรงในการฉีกทำลายมหาศาล

                 ลมได้พัดทำลายสรรพสิ่งต่างๆ ในจักรวาล เขาพระสุเมรุ ถูกพัดหลุดลอยขึ้นไปในอากาศ แหลกละเอียดกระจัดกระจายไม่เหลือเศษ สวรรค์ ทั้ง 6 ชั้น  จักรวาลทั้งหลายกระทบกระแทกเข้าหากันจนแตกละเอียดเป็นผุยผง  ตลอดจนถึงพรหมโลก  ชั้นตติยฌานทั้ง 3 ได้แก่ พรหมปริตตสุภา พรหมอัปปมาณสุภา และพรหมสุภกิณหา ได้ถูกลมพัดทำลายจนสิ้น เมื่อสิ่งต่างๆ ถูกทำลายจนหมดสิ้น ลมจึงสงบหายไป เหลือเพียงความเวิ้งว้างของท้องจักรวาล ที่มีแต่ความว่างเปล่า  โล่งเตียน ไม่หลงเหลือสิ่งใดๆ  ปรากฏเพียงความมืดมิดทั่วทั้งจักรวาล

                เมื่อโลกและจักรวาลสงบลง  ก็จะเริ่มวัฏจักรใหม่  เหมือนอย่างที่กล่าวมาในน้ำบรรลัยกัลป์ 



                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงการทำลายของโลก
 มิได้มีพระประสงค์ที่จะให้ผู้ใดหวาดกลัว มิได้ประสงค์จะเตือนให้ระวังภัยที่โลกจะถูกทำลาย  แต่พระองค์ต้องการให้มนุษย์เกิดความเบื่อหน่ายในโลก  เบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏที่หาเบื้องต้นท่ามกลางและเบื้องปลายไม่พบและหาทางหลุดพ้นจากทุกข์นี้ให้ได้

               เพราะพระองค์ทราบว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนไม่เที่ยงไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของหรือครอบครองสิ่งเหล่านั้นได้ ตลอดไป แม้แต่ของอันเป็นที่รัก ที่พอใจทั้งหลาย ไม่สามารถรักษาได้ โดยไม่ให้เปลี่ยนแปลง เมื่อถึงเวลาก็ต้องเสื่อมสลายหมดอายุขัยไป ไม่สามารถคงสภาพเดิมอยู่ได้ และต้องจากเราไปในที่สุด หรือบางครั้งเราก็เป็นผู้ที่ต้องจากไปเสียเอง ดังนั้นหากยัง ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีก ก็ยังจะต้องเผชิญกับทุกข์นานาประการโดยไม่มีที่สิ้นสุด

(อ้างอิงข้อมูลจาก  สุริยสูตร  อังคุตตรนิกาย  สัตตกนิบาต , มก.เล่ม 37 )


                  น้องกิ๊กก๊อกได้ข้อคิดว่า ...ทุกอย่างบนโลกใบนี้  เรายืมใช้ชั่วคราว แม้แต่ร่างกายนี้ก็ตาม ไม่นานเราก็ต้องจากไป  เราทุกคนต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์  เกิด  แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น   มีอะไรก็แบ่งปันกัน  ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้   มีแต่ผลบุญ และผลบาปเท่านั้นที่ติดตัวไป  น้องกิ๊กก๊อก ขอให้ทุกท่านมีความสุขมาก ๆ นะเจ้าค่ะ




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

โคราชรับบริจาค 58 ล้าน  ช่วยแล้วคนเจ็บ-เสียชีวิต 9.1 ล้านบาท พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีทำบุญงานรวมดวงใจ...