ไฟบรรลัยกัลป์

ก่อนจะเข้าเรื่องไฟบรรลัยกัลป์ เรามาดูกันก่อนว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่จะทำลายโลกได้บ้าง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่มนุษย์ใช้ห้ำหั่นกันในยุคสมัยนี้ หรืออาวุธมหาประลัยทั้งหลายที่มนุษย์แข่งขันประดิษฐ์ คิดค้นขึ้นมานั้น จิ๊บ ๆ มาก ไม่สามารถทำลายโลกได้แน่นอน แต่สิ่งที่จะทำลายโลกมีอยู่ 3 สิ่งด้วยกัน คือ ไฟ น้ำ และลม
คงจะสงสัยกันว่า..ไฟอะไรกันจะเผาไหม้ได้ทั้งโลกได้ ... น้ำและลมจะทำลายโลกได้อย่างไร วิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึง แต่เรารู้จากพระพุทธศาสนา หากเราไม่ได้อ่านจากพระไตรปิฎก ก็จะคิดไม่ถึงว่าสิ่งเหล่านี้จะทำลายโลกและจักรวาลนี้ได้อย่างไร
ไฟ น้ำ และ ลม ที่ทำลายโลกนั้นหมายถึง ไฟ น้ำ และลมบรรลัยกัลป์ที่มีอานุภาพในการทำลายมหาศาล เพราะเกิดด้วย แรงกรรมของมนุษย์โลก เพราะมนุษย์กำลังเสวยวิบาก คือผลกรรมที่ตนเคยทำ ส่วนพวกเทวดา และพรหมในชั้นต่างๆ ก็เสวยผลบุญตามบุญที่ทำไว้ จึงได้ไปเกิดตรงนั้นได้
พวกที่เสวยทุกข์อยู่ในอบาย ไม่ว่าจะเป็นในมหานรกขุมต่างๆ ในยมโลก ที่เป็นเปรต อสุรกาย หรือแม้แต่สัตว์ดิรัจฉาน เพราะว่าสัตว์ที่เกิดในอบายนี้ ก็ย่อมต้องรับผลของบาปที่ตนกระทำ ด้วยเช่นกัน ตามภพภูมิที่สมควรได้รับ จึงไม่มีโอกาสที่จะทำสิ่งไม่ดี มนุษย์จะมีโอกาสในการทำความดีหรือไม่ดีอย่างเสรี ในการคิด พูด และทำสิ่งต่างๆ โดยส่วนใหญ่มนุษย์ทำสิ่งไม่ดี ทำกรรมชั่ว เมื่อทำมากเข้า หนาแน่นเข้า ผลกรรมจึงทำให้โลกถูกทำลายลงในที่สุด
ถ้าจิตใจมนุษย์หนาแน่นด้วยกิเลสตระกูลโทสะ โลกจะถูกทำลายด้วยไฟ ถ้ามนุษย์มีจิตใจที่หนาแน่นไปด้วย ราคะ โลกจะถูกทำลายด้วยน้ำ และถ้าจิตใจของมนุษย์หนาแน่นด้วยกิเลสตระกูลโมหะ โลกก็จะถูกทำลาย ด้วยลม
โลกจะถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์เป็นสิ่งแรก และจะถูกทำลาย ถึง 7 ครั้ง ในครั้งที่ 8 โลกจะถูกทำลายด้วยน้ำบรรลัยกัลป์ หลังจากนั้นถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์อีก 7 ครั้ง แล้วถูกทำลายด้วยน้ำบรรลัยกัลป์อีก จะเป็นเช่นนี้จนกระทั่งครั้งที่ 64 โลกจึง จะถูกทำลายด้วยลมบรรลัยกัลป์ 1 ครั้ง หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการเกิดขึ้นของโลกและจักรวาลขึ้นใหม่ และโลกก็จะถูกทำลายอีกจะเป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
(64 ครั้ง แยกได้ดังนี้...ถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์ 56 ครั้ง ถูกทำลาย ด้วยน้ำบรรลัยกัลป์ 7 ครั้ง และถูกทำลายด้วยลมบรรลัยกัลป์ 1 ครั้ง)
การที่โลกถูกทำลายด้วยไฟนั้น
เริ่มจากจะไม่มีฝนตกเป็นเวลายาวนาน ความแห้งแล้งเริ่มปรากฏขึ้น
ต้นไม้ทั้งหลายต่างเหี่ยวแห้งและตายจนหมดสิ้น ในกาลต่อมา ดวงอาทิตย์ดวงที่ 2
ปรากฏขึ้น ทำให้ โลกและจักรวาลมีดวงอาทิตย์ถึง 2 ดวง ทำให้ไม่มีกลางวันและกลางคืน
เนื่องโลกถูกแสงสว่างเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ทั้ง 2 ด้าน
ดวงอาทิตย์ดวงที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้
จะมีความร้อนรุนแรงกว่าดวงอาทิตย์ที่มีมาแต่เดิม
ทั้งนี้เป็นเพราะดวงอาทิตย์ดวงที่เกิดขึ้นใหม่นี้เกิดด้วยอานุภาพแรงกรรมของมนุษย์
จึงไม่มีสุริยเทพบุตรอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ดวงแรก ซึ่งไม่ได้เกิดจากแรงกรรม
และด้วยความร้อนแรงที่มากขึ้นอย่างมหาศาล สุริยเทพบุตรที่
อาศัยอยู่ในดวงอาทิตย์ดวงเดิมนั้น ก็ไม่อาจจะอยู่ต่อไปได้
จึงเร่งทำความเพียรเจริญภาวนา เพื่อให้ได้ฌาน และหนีไปบังเกิดยังพรหมโลกชั้นสูง ซึ่งเป็นภพที่อานุภาพการทำลายไปไม่ถึง
และเพราะเหตุที่มีดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นถึง 2 ดวง
อุณหภูมิความร้อนในโลกจึงทวีขึ้นอย่างมากมาย ส่งผลให้บนท้องฟ้าปราศจากเมฆและหมอก
น้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ เหือดแห้ง น้ำที่ยังเหลืออยู่ในโลก มีเพียงน้ำในแม่น้ำ 5 สาย
คือแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี มหิ และสรภู เท่านั้น มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้
ต่างล้มตายและไปบังเกิดในพรหมโลกทั้งหมด
เพราะพากันเร่งรีบเจริญภาวนาเพื่อให้ได้ฌานกัน
ทั้งนี้เพราะทราบล่วงหน้าว่าภัยร้ายแรงจะมาเยือน
ก่อนที่โลกจะถูกทำลาย จะมีเทวดาประเภทหนึ่ง เรียกว่า โลกพยุหเทวดา
นุ่งห่มด้วยผ้าสีแดง มาป่าวประกาศให้มนุษย์ทราบว่า อีกแสนปี ข้างหน้าโลกจะพินาศ
รวมทั้งจักรวาล ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งปวง แม้กระทั่งภูมิของสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น
จนถึงพรหมโลกชั้นที่ได้ปฐมฌาน และยังแนะนำต่อไปอีกว่า อย่าประมาทให้เร่งสร้างบุญกุศล
เพื่อจะได้ไปเกิดในภูมิที่พ้นจากความพินาศนี้
หลังจากที่เทวดานั้นมาประกาศให้มนุษย์ทราบแล้ว
มนุษย์ต่างบังเกิดความสลดสังเวชใจ จึงเร่งสร้างบุญกุศล
และบำเพ็ญภาวนากันจนได้ฌานสมาบัติ ตายแล้วไปบังเกิดในพรหมโลก เหล่าเทวดา
และพรหมก็เช่นกัน ต่างเร่งเจริญภาวนาเพื่อจะได้ไปบังเกิดในภพภูมิที่ปลอดภัย
ส่วนสัตว์ในอบายภูมิทั้งหลายเมื่อพ้นจากวิบากกรรมมาเกิดเป็นมนุษย์
และทราบเรื่องที่เทวดามาประกาศ ก็เร่งสร้างบุญกุศลและเจริญภาวนาเช่นกัน
คงเหลือเพียงผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิที่ไม่เร่งสร้างบุญกุศล เมื่อโลกถูกทำลายจึงไปบังเกิดใน
ภพภูมิเดิมของจักรวาลอื่นที่ยังไม่ถูกทำลาย
หลังจากนั้นมาอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 3
ปรากฏขึ้น และด้วยอานุภาพความร้อนแรงที่เพิ่มขึ้น
จึงทำให้น้ำที่เคยเหลืออยู่ในแม่น้ำทั้ง 5 นั้น เหือดแห้งไปจนหมดสิ้น
ต่อมาปรากฏมีดวงอาทิตย์ดวงที่ 4 ความร้อนแรงยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทับทวี
จนกระทั่งทำให้น้ำในสระใหญ่บริเวณป่าหิมพานต์ซึ่งละลายมาจากหิมะ แห้งหายจนหมดสิ้น
น้ำในมหาสมุทรของจักรวาลเริ่มแห้งขอดลง
หลังจากนั้น ดวงอาทิตย์ดวงที่ 5 ก็บังเกิดขึ้น
ถึงตรงนี้ น้ำในมหาสมุทรต่างๆ เหือดแห้งจนหมดสิ้น และเมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ 6
ปรากฏ อานุภาพของความร้อนจึงทำให้แผ่นดินและภูเขาไม่หลงเหลือ ธาตุน้ำอยู่เลย
ทำให้ไม่สามารถคงสภาพเดิมไว้ได้ กลายเป็นผงฝุ่นฟุ้งไปทั่วทั้งโลก
ต่อจากนั้นดวงอาทิตย์ดวงที่ 7 ก็ปรากฏขึ้น
ด้วยความร้อนแรงที่ไม่มีประมาณ ทำให้โลกธาตุทั้งแสนโกฏิจักรวาลลุกเป็นไฟขึ้นพร้อมกัน
เกิดการระเบิดเสียงดังสนั่นกึกก้องกัมปนาท
ยอดเขาพระสุเมรุอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
และดาวดึงส์ถอนหลุดออกจากที่ แล้วแตกแยกย่อยกระจัดกระจายสูญหายไปในอากาศ
สำหรับเปลวไฟที่เผาทำลายโลกและจักรวาลนี้
จะเริ่มที่
โลกมนุษย์ก่อน จากนั้นจึงลุกลามไปยังเทวโลกทุกชั้น
ตามลำดับ
และเลยไปถึงพรหมโลกชั้นต้น ซึ่งเป็นพรหมที่ได้
ปฐมฌาน ได้แก่
พรหมปาริสัชชา
พรหมปุโรหิตา และมหาพรหมมา
ไฟนี้จะไหม้
อยู่เป็นเวลาที่ยาวนานมาก
จนกระทั่งไม่มีสิ่งใดหลง
เหลือ ไฟจึง
มอดดับลงในพรหมโลกชั้นนี้
หลังจากไฟมอดดับไป
แล้ว จักรวาล
เหลือเพียงอากาศว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดๆ
บังเกิดความมืด
มิดขึ้นทั่ว
ทั้งจักรวาลเป็นเวลายาวนาน
จะเห็นได้ว่า ไฟบรรลัยกัลป์จะทำลายภพภูมิต่างๆ 14 ภพภูมิ ด้วยกันคือ
1. ภพอบายทั้ง 4 ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย ดิรัจฉาน
2. ภพมนุษย์
3. ภพสวรรค์ทั้ง 6 ได้แก่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตา นิมมานรดี และ ปรนิมมิตวสวัตดี
4. ภพของพรหมที่ได้ปฐมฌาน 3 ได้แก่ พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา และมหาพรหมา
วันนี้น้องกิ๊กก๊อกคิดว่า...ความรู้เรื่องนี้ เรารู้ไว้บ้าง ดังคำโบราณที่ว่า.. รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม แต่เป็นเรื่อง
ในพระไตรปิฎก ที่ควรรู้กันบ้าง จะได้ไม่ประมาทในชีวิต
เตรียมตัว เตรียมใจสร้างบุญ สร้างกุศลไว้ ในขณะยังเป็นมนุษย์มีชีวิต..และมีกำลังเรี่ยวแรง
จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง ถ้าเราทำความดี อย่างน้อยผลของความดีนั้นเราก็จะได้ในปัจจุุบัน....
ครั้งต่อไปจะนำเรื่องน้ำบรรลัยกัลป์มาเล่าให้อ่านนะเจ้าค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น