วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2561

ลูกทำกับพ่อแม่อย่างนี้ได้ด้วยหรือ...?

                 วันนี้น้องกิ๊กก๊อก อ่านข่าว รู้สึกเศร้าใจและสะเทือนใจอย่างแรง อยากร้องไห้มาก ๆ เลย สงสารจึงอยากมาให้ข้อคิดกับสังคมไทยบ้าง  ว่าเกิดอะไรขึ้นหนอ  ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้  และเมืองไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร  



                       โธ่ ถัง  ...ลูกน้อยของแม่เอ๋ย  ทำไมเจ้าไม่คิดว่า...เจ้าเกิดมาดูโลกนี้ได้อย่างไร  แม่อุ้มท้องเจ้ามา  เลี้ยงดูเจ้ามาจนเติบใหญ่  เหนื่อยยากแค่ไหน เจ้าเคยรับรู้บ้างไหม  ...???  
     
                   พ่อ แม่คือบุพพการี  คือเป็นผู้ที่ทำคุณกับเราก่อนใคร โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน เป็นปูชนียบุคคล  ที่เราต้องยก และเทิดทูนท่านไว้   ในอดีตประเทศไทย  ลูกเคารพพ่อแม่มาก  เลี้ยงดูท่านอย่างดี   มาช่วงหลังนี้ เกิดอะไร ข่าวลูกทำร้ายพ่อแม่มีจำนวนมาก ขอยกตัวอย่างมาให้เห็นกันชัด ๆ   แล้วเราจะมาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเรา คุณธรรมเหล่านั้นหายไปไหน....

..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

..........................................................................................................................................
 

..........................................................................................................................................
..........................................................................................................................................

..........................................................................................................................................

..........................................................................................................................................

..........................................................................................................................................

 
..........................................................................................................................................
 
  
..........................................................................................................................................

                          เกิดอะไรขึ้น ???...น้องกิ๊กก๊อก คิดว่าต้องเกิดปัญหาด้านศีลธรรมซะแล้ว  ระบบการศึกษาสำหรับสอนให้เด็กเป็นคนดี  สอนให้เด็กรู้จักพระคุณพ่อแม่ หายไปไหน  ?? .....น้องกิ๊กก๊อกคิดว่า อย่างไรแล้ว เรื่องที่ควรต้องรีบนำกลับมาโดยด่วน คือเรื่องศีลธรรม    ..ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะรื้อฟื้นระบบการศึกษา  และฟื้นฟูครูสอนศีลธรรมให้กลับมา การจะฟื้นฟูตรงนี้ได้ ต้องปลูกฝังให้คนรักเคารพพระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์  เพราะคำสอนเหล่านี้มีในพระพุทธศาสนาเท่านั้น   

                       น้องกิ๊กก๊อก แอบฝันว่า สังคมไทยเราจะกลับมาสงบสุขอย่างเดิม  เด็กจะเป็นเด็กดี  มีความเคารพคุณพ่อ คุณแม่  มีระเบียบวินัย มีความขยันและซื่อสัตย์  มีศีล 5 เป็นปกติ ไม่ดื่มเหล้าเมายา  ไม่ติดยาเสพติด  เป็นเมืองยิ้มที่น่าเข้าใกล้ และเป็นมิตรกับทุกคน  ทุกประเทศทั่วโลกได้  

#ธรรมะดีดี  #ข้อคิด #สาระดีดี #มีประโยชน์  #คนจริง #รักจริง  #จริงใจ #น้องกิ๊กก๊อก

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561


ถวายภัตตาหารพระอย่างไรดี

                น้องกิ๊กก๊อก อ่านข่าวเรื่องแพทย์ห่วงสุขภาพพระ  รู้สึกดีใจในกุศลจิต ...แต่อีกความรู้สึกหนึ่งลึก ๆ ก็เป็นห่วง กลัวว่า พุทธศาสนิกชนเกิดความกังวลมากเกินไป กลัวว่าอาหารจะกระทบสุขภาพของพระ จึงไม่กล้าถวายภัตตาหารพระซะงั้น  ถ้าเป็นแบบนี้  พระท่านคงไม่มีอะไรฉันแน่นอน  จึงขอให้พุทธศาสนิกชน ใคร่ครวญและกลั่นกรองให้ดีเน้อ  

                         ข่าวนี้ออกมา ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. จนวันนี้ วันที่ 26  ก.ย.  ก็เอาเนื้อข่าวเก่ามาออก    เรามาดูกันว่า อาหารแบบไหนที่ควรถวายพระบ้าง น้องกิ๊กก๊อก ขอเอาบทความของ นางสาววิลาวัลย์ บุญก้อน นักโภชนาการ และนางจิราภรณ์ แสงสุวรรณ โภชนากรชำนาญงาน โรงพยาบาลนครพนม ให้คำแนะนำ เกี่ยวกับอาหารถวายพระเพื่อสุขภาพมาฝากกันค่ะ

    1. ปัจจัยด้านอาหารที่ส่งผลให้พระสงฆ์ และสามเณรอาพาธ ด้วยโรคเกี่ยวกับระบบการย่อยและดูดซึมสารอาหาร ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน เกิดจากฉันอาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องปรุงประเภทโซเดียมสูง เช่น เกลือแกง น้ำปลา ผงปรุงรส หรือฉันอาหารที่มาจากการถนอมอาหารโดยการหมักดอง หรืออาหารพื้นบ้านบางอย่างเช่น ผักดอง ปลาร้า ปลาส้ม แหนม เป็นต้น รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูปต่างๆ และอาหารที่มีไขมันสูง

      สำหรับอาหารหวาน ที่มีส่วนผสมของกะทิ น้ำตาล หรือบางครั้งพระสงฆ์มักจะได้รับกิจนิมนต์ในงานมงคลต่างๆ ซึ่งอาหารที่มักพบเจอตามงาน คือ ขนมมงคลต่างๆ เช่น ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด เป็นต้น และการถวายผลไม้ที่มีรสหวานจัดๆ อย่างเช่น ขนุน ละมุด น้อยหน่า ลิ้นจี่ เป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุของการอาพาธ

       2. เลือกประเภทอาหารตักบาตร ตามประเพณีทำบุญแต่ดั้งเดิมถึงจนปัจจุบัน คนไทยจะตักบาตรด้วยข้าว เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลัก จะมีทั้งข้าวสวยและข้าวเหนียว แต่สามารถเพิ่มหรือเลือกเป็นข้าวกล้องและข้าวไม่ขัดสีบ้าง เพราะในข้าวที่ไม่ได้ผ่านการขัดสีจะมีประโยชน์มากกว่าข้าวขัดขาว ไม่ว่าจะเป็นเส้นใยอาหารและวิตามินต่างๆ

       เนื้อสัตว์ ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หรือเน้นเนื้อปลาเป็นส่วนใหญ่ หลีกเลี่ยงหมูสามชั้น หนังหมู หรือหนังไก่ 

      สำหรับผัก สามารถนำมาปรุงประกอบอาหารตักบาตรได้ทุกชนิดไม่จำกัด ขอให้ปลอดสารพิษอย่างเดียว  จะเป็นผักกลุ่ม 5 สี คือสีเขียว  แดง เหลือง ม่วง ขาว อย่างเช่น  ผักบุ้ง มะเขือเทศ แครอท มะเขือม่วง ขึ้นช่าย แต่สำหรับผักที่มีแป้งมาก เช่น เผือก มัน ควรนำมาทำอาหารตักบาตรแต่พอควร เพราะผักประเภทนี้ให้พลังงานกับร่างกายมาก

       ผลไม้ ควรเลือกตักบาตรหรือถวายผลไม้ที่รสไม่หวานมาก ควรเป็นผลไม้ตามฤดูกาลและไม่ควรตักบาตรหรือถวายเพียงอย่างเดียวในปริมาณมากๆ เช่น ลำไย ทุเรียน เป็นต้น และควรเลือกผลไม้หลากหลายชนิด

      สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรนำมาถวายพระสงฆ์ ได้แก่ อาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กสำเร็จรูป เพราะอาหารกึ่งสำเร็จรูปประเภทนี้มักจะมีโซเดียมปริมาณสูงซึ่งส่งผลต่อความดันโลหิตและไต นอกจากนี้พระสงฆ์ที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน ไม่แนะนำให้ฉันอาหารในปริมาณมาก

      3. การเลือกฉันอาหารในพระสงฆ์ และสามเณร  สำหรับพระสงฆ์จะเป็นวัยผู้ใหญ่ การฉันอาหารย่อมมีความแตกต่างจากสามเณร พระสงฆ์ที่ไม่มีโรคประจำตัวสามารถเลือกฉันตามหลักโภชนบัญญัติ 9 ประการ คือ

    1.กินอาหารครบ 5 หมู่  
    2.กินข้าวเป็นอาหารหลัก ควรเป็นข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อย 
    3.กินพืชผักผลไม้ครบทั้ง 5 สี เป็นประจำ และตามฤดูกาล 
     4.กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ 
     5.ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย 
     6.กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร ควรบริโภคไขมันจากพืชและเป็นกรมไขมันชนิดไม่อิ่มตัว 
     7.หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานและเค็มจัด 
     8.กินอาหารสะอาด ปราศจากการปนเปื้อนจากเชื้อโรคและสารพิษ 

      สำหรับสามเณรซึ่งเป็นวัยเด็ก ต้องการสารอาหารและพลังงานที่มากกว่า เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย การเลือกฉันแต่นมจืด หรือนมพร่องมันเนยอาจจะได้รับพลังงานน้อยจนเกินไป อาจเลือกฉันนมหวานหรือนมไขมันเต็มส่วนได้ และต้องแปรงฟันหรือบ้วนปากหลังจากฉันทุกครั้งเพื่อป้องกันฟันผุ ส่วนสามเณรที่มีน้ำหนักตัวมากอาจเลือกฉันนมจืดหรือนมพร่องมันเนยแทน เพื่อควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

         ข้อควรรู้สุดท้าย คือ 4.น้ำปานะที่ควรถวายแด่พระสงฆ์ ในกรณีที่มีอุบาสก-อุบาสิกา หรือแม่ชีทำถวายที่วัด ควรเลือกเป็นน้ำสมุนไพรที่รสไม่หวานมาก เช่น น้ำมะตูม น้ำลำไย น้ำเก๊กฮวย น้ำกระเจี๊ยบ น้ำขิง รวมถึงน้ำผลไม้รสไม่หวานมาก หรืออาจเลือกถวายเป็นนมจืด นมพร่องมันเนย และไม่ควรถวาย น้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น

        นอกจากนี้ นักโภชนาการได้ยกตัวอย่างรายการอาหาร สำหรับตักบาตรหรือถวายพระสงฆ์ ประกอบด้วย ข้าวกล้อง กับ น้ำพริก ปลานึ่ง ผักลวก, แกงจืด, ไข่ดาวน้ำ, ผัดผักรวมมิตร และต้มจับฉ่าย    ส่วนขนมหวานจะเป็น สาคูแคนตาลูป ที่ใช้นมจืดหรือนมพร่องมันเนยแทนกะทิ และผลไม้รสไม่หวานจัดตามฤดูกาล ซึ่งเมนูเหล่านี้จะมีรสชาติไม่เค็มจัด ไม่หวานจัด ไขมันน้อย และมีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ด้วย

           ทิ้งท้ายกันด้วยแนวทางการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับพระสงฆ์โดย พระอาจารย์วรวัฒน์ วรวฑฺฒโน กล่าวถึงวิธีการออกกำลังกาย ไว้ 3 ข้อว่า

      1. เดินบิณฑบาต การเดินบิณฑบาตทุกเช้า เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง 
      2. การกวาดลานวัด หรือทำความสะอาดบริเวณวัด สังเกตได้ว่าวัดเป็นสถานที่ที่มีความสะอาด นอกจากพระสงฆ์จะได้ออกกำลังกายไปในตัวแล้ว ยังเป็นการฝึกจิตและฝึกสมาธิด้วย
        3. การจัดสถานที่บริเวณวัด เมื่อมีการจัดงานบุญต่างๆ เกิดขึ้นภายในวัด

      “กายจะแข็งแรงต้องมีการเคลื่อนไหว จิตใจจะแข็งแกร่งต้องสงบนิ่ง เริ่มต้นเข้าพรรษานี้ ลดละเลิกอบายมุข มาเข้าวัดปฏิบัติธรรม เมื่อใจแข็งแรง กายก็จะแข็งแรงตาม” พระอาจารย์วรวัฒน์ วรวฑฺฒโน ฝากคติธรรมสอนใจ

                 น้องกิ๊กก๊อกคิดว่า ...เรื่องภัตตาหารถวายพระนี้เราระแวดระวังได้  แต่ไม่ต้องถึงกับกังวล กลัวไปซะหมด เลยไม่กล้าถวายอะไรพระสงฆ์  กลัวท่านจะสุขภาพไม่ดี ..ถ้าคิดอย่างนี้ พระสงฆ์คงอยู่ไม่ได้แน่นอน ...ขอให้คิดง่าย ๆ เกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ถ้าสิ่งไหนที่เราทานได้  เราก็ถวายพระสงฆ์ได้...สิ่งไหนที่เราชอบ   เราก็ถวายพระสงฆ์ได้....สิ่งไหนที่ดี  เราก็ถวายพระสงฆ์ได้ ....เจตนาที่ดี  เป็นตัวที่ก่อให้เกิดบุญกุศลสำหรับตัวเรา  และอย่าลืมอธิษฐานให้อาหารของเรา  เมื่อพระสงฆ์ท่านฉันแล้ว ให้มีสุขภาพแข็งแรง  ที่สำคัญอย่าลืมอธิษฐานให้คนถวายแข็งแรง ร่ำรวย ไปพร้อม ๆ กัน  วันนี้น้องกิ๊กก๊อกก็เอาสาระเล็ก ๆ น้อย มาฝากเท่านี้ก่อน 

ขอขอบคุณบทความ
ทันกระแสสุขภาพ
4 ข้อควรรู้ อาหารตักบาตร พระสุขภาพดี
โดย pimchanok
                   

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2561

ปลื้ม ขออนุโมทนากับกุศลจิต

                  น้องกิ๊กก๊อก อ่านข่าวแล้วรู้สึกปลื้ม อยากเอาความปลื้มมาฝาก...ให้ได้ปลื้ม ไปด้วยกัน  
            ปลื้มแรก..... หนุ่มคนนี้มีหัวใจยิ่งใหญ่ เสียสละ และนึกถึงประโยชน์ของบุคคลอื่น ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ใช้แล้ว (ร่างกายนี้) ขอให้บุญกุศลใหญ่ จงเกิดขึ้นกับชีวิตของหนุ่มคนนี้และครอบครัว ให้มีแต่ความสุข ความเจริญด้วยเทอญ....มาดูเนื้อข่าวกันค่ะ




              บุญเกิดขึ้น 3 วาระ   ก่อนทำ  กำลังทำ และหลังจากทำแล้ว
          บุญของหนุ่มคนนี้ จะเกิดขึ้น 3 วาระ  วาระแรก...บุญได้เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่หนุ่มคนนี้มีจิตที่คิดปรารถนาที่จะให้ร่างกาย  แม้อวัยวะบางส่วนยังใช้งานได้  ให้กับคนที่จำเป็นต้องใช้ (เช่นคนป่วยที่รอไต ฯลฯ  )  
                
                วาระที่ 2 เมื่อได้เอาอวัยวะที่บริจาคไปใช้งานจริง  แม้ร่างกายหนุ่มคนนี้ไม่อยู่แล้ว  แต่บุญกุศลหนุ่มคนนี้ก็ยังได้อยู่ 

                  วาระที่ 3 หลังจากได้ช่วยคนไปแล้ว คนที่ถูกช่วยนั้นมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยแล้ว  หนุ่มคนนี้ก็จะได้บุญอย่างต่อเนื่องที่ชีวิตนั้นได้ทำบุญ ทำกุศลจะมีส่วนในบุญนั้นตลอด 
                                  
                          น้องกิ๊กก๊อกขอชื่นชมน้ำใจอันงดงามนี้  และอนุโมทนาในกุศลจิตของพ่อหนุ่มคนนี้ด้วยหัวใจเลยเจ้าค่ะ   ..."ผู้ให้  ย่อมเป็นที่รัก"

            **********************

                 ปลื้มที่สอง  ... เป็นข่าวเด็กเก่งและดี จากเมืองคนดี  คือจังหวัดสุราษฎร์ธานี  มีเนื้อข่าวดังนี้....





                         เด็กดี เป็นศรีแก่ชาติ  เด็กฉลาด ชาติเจริญ  สื่อเมืองไทย นาน ๆ จะเจอข่าวดี ๆ สักครั้ง  ถ้ามีบ่อย ๆ ก็ดีนะ  ..การที่สื่อต่าง ๆ ออกข่าวดี ๆ จะเป็นการปลูกฝังทัศนคติที่เป็นบวก  ให้กับลูกหลานไทย   จะเป็นผลดีแก่เด็กในอนาคต เด็กจะคิดอะไร ก็จะคิดเป็นเชิงบวก เพราะมีต้นแบบ  

              เด็กสมัยนี้มีพฤติกรรมการเลียนแบบสูง  โดยเฉพาะดารา และคนดังในสังคม  เด็ก ๆ  ชอบใครก็ทำตามคนนั้น  เพราะฉะนั้นน้องกิ๊กก๊อก ก็อยากเห็นสื่อไทย  ออกข่าวมาในเชิงสร้างสรรค์   เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนไทยได้เห็นเป็นแบบอย่างในการคิดบวก  

                   เด็ก 8 ขวบยังชนะระดับโลก  ขอเป็นกำลังใจให้ลูกหลานไทยคนอื่น ๆ ด้วยนะเจ้าค่ะ "คุณทำได้ "  และที่สำคัญเมื่อเป็นคนเก่งแล้ว ก็อย่าลืมเป็นคนดีด้วย  จะได้เก่งและดีควบคู่กันไป  

                   ถ้าเก่งแล้วไม่ดี  อะไรจะเกิดขึ้น ???  คงดูไม่จืด ..เพราะคนเก่งถ้าทำไม่ดี  ความไม่ดีก็คงมหาศาล ...เพราะฉะน้้นอย่าลืมปลูกฝังลูกหลานให้มีความดี อย่างน้อย มีศีล 5 ข้อ ก่อน ทำให้ได้เป็นปกติ ใน 5 ข้อนี้  แล้วค่อยปลูกฝังคุณธรรมข้ออื่น ๆ เช่นความมีน้ำใจ  ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ความเมตตากรุณา ฯลฯ 



                      วันนี้น้องกิ๊กก๊อกก็เอาข่าวสาระเล็ก ๆ น้อย มาฝากเท่านี้ก่อนค่ะ  เจอกันใหม่โอกาสหน้า ....

                

  























        
   

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561




น้ำบรรลัยกัลป์ 



                 ที่ผ่านมา น้องกิ๊กก๊อก ได้นำเรื่องไฟบรรลัยกัลป์มานำเสนอให้อ่านไปแล้ว  สำหรับวันนี้ก็นำเอาน้ำบรรลัยกัลป์ และลมบรรลัยกัลป์มานำเสนอต่อไป

                 เมื่อจักรวาลถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์  7 รอบ  จะเกิดน้ำบรรลัยกัลป์ 1 รอบ  อานุภาพของน้ำบรรลัยกัลป์จะมีความรุนแรงมากกว่าไฟบรรลัยกัลป์มากนัก  การที่โลกถูกทำลายด้วยน้ำนั้น การเกิดขึ้นของดวงอาทิตย์จะยังคงมีเพียงดวงเดียวอย่างที่เคยเป็นมา 


              
                แต่การทำลายจะเริ่มจาก มีเมฆที่มีฤทธิ์เป็นกรดเกิดขึ้น แล้วมีฝนตกลงมาจากเมฆที่มีฤทธิ์เป็นกรดนั้น  ทำให้น้ำฝนเป็นน้ำกรดที่มีฤทธิ์รุนแรง สามารถกัดละลายสรรพสิ่งทั้งหลายให้ละลายได้ โดยจะตกต่อเนื่อง ไม่มีขาดช่วงเลย แรกๆ ก็ตกมาทีละน้อย  มีเม็ดฝนละเอียด  แล้วค่อยตกหนักขึ้น ๆ  พร้อมกับขนาดของเม็ดฝนที่โตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเหมือนสายน้ำ ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นๆ จนในที่สุด ท่วมพื้นแผ่นดินและภูเขา ท่วมโลกจนกระทั่ง  ท่วมทั่วจักรวาลทั้งแสนโกฏิจักรวาล

                น้ำฝนซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดรุนแรงนี้ จะกัดละลายทุกสิ่งทุกอย่างจนสูญสลายไม่มีเหลือ ระดับน้ำจะสูงขึ้นไป จนท่วมสวรรค์ชั้นทั้ง 6 ชั้น   ท่วมถึงพรหมโลก  ชั้นทุติยฌาน คือ พรหมปริตตาภา พรหมอัปปมาณาภา และพรหมอาภัสสรา แล้วหยุดเพียงเท่านี้ สิ่งทั้งหลายที่จมน้ำหรือถูกท่วมถึง ก็จะถูกกัดละลายจนหมดสิ้น

                  เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างถูกกัดละลายจนไม่เหลือสิ่งใดๆ เลย น้ำฝนซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดนั้น  จะยุบแห้งหายไป เหลือเพียงอากาศที่ว่างเปล่า  โล่งเตียน   ไม่หลงเหลือสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น  ทั่วทั้งจักรวาลมืดมิดไม่มีแสงสว่างใดๆ

                   เมื่อโลกและจักรวาลสงบลง  ก็จะเริ่มวัฏจักรใหม่  เหมือนอย่างที่กล่าวมาในไฟบรรลัยกัลป์ 



 ลมบรรลัยกัลป์

                   สำหรับลมบรรลัยกัลป์นั้น  เป็นช่องทางที่ทำลายโลกและจักรวาลรุนแรงที่สุด  แต่เกิดขึ้นน้อยที่สุด  เพราะต้องผ่านไฟบรรลัย กัลป์ จำนวน 56 ครั้ง  และน้ำบรรลัยกัลป์  จำนวน 7 ครั้ง  จึงเกิดลมบรรลัยกัลป์ 1 ครั้ง  ในการเกิดลมบรรลัยกัลป์นั้น  ดวงอาทิตย์ยังคงมี ดวงเดียวเช่นกับน้ำบรรลัยกัลป์  

                 แต่การทำลายด้วยลมเริ่มจากมีลมเกิดขึ้น ในช่วงแรกเป็นเพียงลมอ่อนๆ แล้วค่อยมีความแรงขึ้นตามลำดับ จากที่พัด พาสิ่งที่มีน้ำหนักเบา เช่นเริ่มจากพัดฝุ่นให้ฟุ้งตลบขึ้น ...เพิ่มเป็นพัดพาทราย กรวด และก้อนหิน ได้มากขึ้น ...ความแรงจะมากขึ้น จนสามารถทำให้พัดสิ่งต่างๆ ที่มีขนาดใหญ่ ทั้งต้นไม้ อาคารบ้านเรือน ตลอดจนสรรพสิ่ง หลุดลอยขึ้นไปในอากาศ  ด้วยอานุภาพรุนแรงอย่างมหาศาล จึงทำให้สิ่งต่างๆ ที่ถูกพัดขึ้นไปแหลกละเอียดกระจัดกระจายไม่เหลือสิ่งใดๆ เลย 




                 ต่อมาเกิดลมขึ้นใต้ผืนแผ่นดิน ความรุนแรงของลมได้พัดพลิกแผ่นดินให้หงายขึ้น และพัดปลิวขึ้นไปในอากาศ แม้แต่ภูเขา และน้ำจากแหล่งต่างๆ ทั้งในแม่น้ำ ทะเล และมหาสมุทร ทุกสิ่งทุกอย่างถูกพัดปลิวขึ้นสู่อากาศ และแหลกกระจุยกระจายด้วยแรงลมที่มีความรุนแรงในการฉีกทำลายมหาศาล

                 ลมได้พัดทำลายสรรพสิ่งต่างๆ ในจักรวาล เขาพระสุเมรุ ถูกพัดหลุดลอยขึ้นไปในอากาศ แหลกละเอียดกระจัดกระจายไม่เหลือเศษ สวรรค์ ทั้ง 6 ชั้น  จักรวาลทั้งหลายกระทบกระแทกเข้าหากันจนแตกละเอียดเป็นผุยผง  ตลอดจนถึงพรหมโลก  ชั้นตติยฌานทั้ง 3 ได้แก่ พรหมปริตตสุภา พรหมอัปปมาณสุภา และพรหมสุภกิณหา ได้ถูกลมพัดทำลายจนสิ้น เมื่อสิ่งต่างๆ ถูกทำลายจนหมดสิ้น ลมจึงสงบหายไป เหลือเพียงความเวิ้งว้างของท้องจักรวาล ที่มีแต่ความว่างเปล่า  โล่งเตียน ไม่หลงเหลือสิ่งใดๆ  ปรากฏเพียงความมืดมิดทั่วทั้งจักรวาล

                เมื่อโลกและจักรวาลสงบลง  ก็จะเริ่มวัฏจักรใหม่  เหมือนอย่างที่กล่าวมาในน้ำบรรลัยกัลป์ 



                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงการทำลายของโลก
 มิได้มีพระประสงค์ที่จะให้ผู้ใดหวาดกลัว มิได้ประสงค์จะเตือนให้ระวังภัยที่โลกจะถูกทำลาย  แต่พระองค์ต้องการให้มนุษย์เกิดความเบื่อหน่ายในโลก  เบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏที่หาเบื้องต้นท่ามกลางและเบื้องปลายไม่พบและหาทางหลุดพ้นจากทุกข์นี้ให้ได้

               เพราะพระองค์ทราบว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ล้วนไม่เที่ยงไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของหรือครอบครองสิ่งเหล่านั้นได้ ตลอดไป แม้แต่ของอันเป็นที่รัก ที่พอใจทั้งหลาย ไม่สามารถรักษาได้ โดยไม่ให้เปลี่ยนแปลง เมื่อถึงเวลาก็ต้องเสื่อมสลายหมดอายุขัยไป ไม่สามารถคงสภาพเดิมอยู่ได้ และต้องจากเราไปในที่สุด หรือบางครั้งเราก็เป็นผู้ที่ต้องจากไปเสียเอง ดังนั้นหากยัง ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีก ก็ยังจะต้องเผชิญกับทุกข์นานาประการโดยไม่มีที่สิ้นสุด

(อ้างอิงข้อมูลจาก  สุริยสูตร  อังคุตตรนิกาย  สัตตกนิบาต , มก.เล่ม 37 )


                  น้องกิ๊กก๊อกได้ข้อคิดว่า ...ทุกอย่างบนโลกใบนี้  เรายืมใช้ชั่วคราว แม้แต่ร่างกายนี้ก็ตาม ไม่นานเราก็ต้องจากไป  เราทุกคนต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์  เกิด  แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น   มีอะไรก็แบ่งปันกัน  ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้   มีแต่ผลบุญ และผลบาปเท่านั้นที่ติดตัวไป  น้องกิ๊กก๊อก ขอให้ทุกท่านมีความสุขมาก ๆ นะเจ้าค่ะ




วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561

ไฟบรรลัยกัลป์




                          
           ก่อนจะเข้าเรื่องไฟบรรลัยกัลป์  เรามาดูกันก่อนว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่จะทำลายโลกได้บ้าง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่มนุษย์ใช้ห้ำหั่นกันในยุคสมัยนี้ หรืออาวุธมหาประลัยทั้งหลายที่มนุษย์แข่งขันประดิษฐ์ คิดค้นขึ้นมานั้น จิ๊บ ๆ มาก ไม่สามารถทำลายโลกได้แน่นอน  แต่สิ่งที่จะทำลายโลกมีอยู่ 3 สิ่งด้วยกัน คือ ไฟ น้ำ และลม
          คงจะสงสัยกันว่า..ไฟอะไรกันจะเผาไหม้ได้ทั้งโลกได้ ... น้ำและลมจะทำลายโลกได้อย่างไร วิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึง แต่เรารู้จากพระพุทธศาสนา  หากเราไม่ได้อ่านจากพระไตรปิฎก  ก็จะคิดไม่ถึงว่าสิ่งเหล่านี้จะทำลายโลกและจักรวาลนี้ได้อย่างไร   
       ไฟ  น้ำ และ ลม ที่ทำลายโลกนั้นหมายถึง ไฟ น้ำ และลมบรรลัยกัลป์ที่มีอานุภาพในการทำลายมหาศาล เพราะเกิดด้วย แรงกรรมของมนุษย์โลก เพราะมนุษย์กำลังเสวยวิบาก คือผลกรรมที่ตนเคยทำ ส่วนพวกเทวดา และพรหมในชั้นต่างๆ ก็เสวยผลบุญตามบุญที่ทำไว้ จึงได้ไปเกิดตรงนั้นได้
        พวกที่เสวยทุกข์อยู่ในอบาย ไม่ว่าจะเป็นในมหานรกขุมต่างๆ ในยมโลก ที่เป็นเปรต อสุรกาย หรือแม้แต่สัตว์ดิรัจฉาน เพราะว่าสัตว์ที่เกิดในอบายนี้ ก็ย่อมต้องรับผลของบาปที่ตนกระทำ ด้วยเช่นกัน ตามภพภูมิที่สมควรได้รับ  จึงไม่มีโอกาสที่จะทำสิ่งไม่ดี มนุษย์จะมีโอกาสในการทำความดีหรือไม่ดีอย่างเสรี ในการคิด พูด และทำสิ่งต่างๆ  โดยส่วนใหญ่มนุษย์ทำสิ่งไม่ดี ทำกรรมชั่ว เมื่อทำมากเข้า หนาแน่นเข้า ผลกรรมจึงทำให้โลกถูกทำลายลงในที่สุด
    ถ้าจิตใจมนุษย์หนาแน่นด้วยกิเลสตระกูลโทสะ โลกจะถูกทำลายด้วยไฟ ถ้ามนุษย์มีจิตใจที่หนาแน่นไปด้วย ราคะ โลกจะถูกทำลายด้วยน้ำ และถ้าจิตใจของมนุษย์หนาแน่นด้วยกิเลสตระกูลโมหะ โลกก็จะถูกทำลาย ด้วยลม
       โลกจะถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์เป็นสิ่งแรก และจะถูกทำลาย ถึง 7 ครั้ง ในครั้งที่ 8 โลกจะถูกทำลายด้วยน้ำบรรลัยกัลป์ หลังจากนั้นถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์อีก 7 ครั้ง แล้วถูกทำลายด้วยน้ำบรรลัยกัลป์อีก จะเป็นเช่นนี้จนกระทั่งครั้งที่ 64 โลกจึง จะถูกทำลายด้วยลมบรรลัยกัลป์ 1 ครั้ง หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการเกิดขึ้นของโลกและจักรวาลขึ้นใหม่ และโลกก็จะถูกทำลายอีกจะเป็นอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด
(64 ครั้ง แยกได้ดังนี้...ถูกทำลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์ 56 ครั้ง ถูกทำลาย ด้วยน้ำบรรลัยกัลป์ 7 ครั้ง และถูกทำลายด้วยลมบรรลัยกัลป์ 1 ครั้ง)

          การที่โลกถูกทำลายด้วยไฟนั้น เริ่มจากจะไม่มีฝนตกเป็นเวลายาวนาน ความแห้งแล้งเริ่มปรากฏขึ้น ต้นไม้ทั้งหลายต่างเหี่ยวแห้งและตายจนหมดสิ้น ในกาลต่อมา ดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 ปรากฏขึ้น ทำให้ โลกและจักรวาลมีดวงอาทิตย์ถึง 2 ดวง ทำให้ไม่มีกลางวันและกลางคืน เนื่องโลกถูกแสงสว่างเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ทั้ง 2 ด้าน
           ดวงอาทิตย์ดวงที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ จะมีความร้อนรุนแรงกว่าดวงอาทิตย์ที่มีมาแต่เดิม ทั้งนี้เป็นเพราะดวงอาทิตย์ดวงที่เกิดขึ้นใหม่นี้เกิดด้วยอานุภาพแรงกรรมของมนุษย์ จึงไม่มีสุริยเทพบุตรอยู่เหมือนดวงอาทิตย์ดวงแรก ซึ่งไม่ได้เกิดจากแรงกรรม และด้วยความร้อนแรงที่มากขึ้นอย่างมหาศาล สุริยเทพบุตรที่ อาศัยอยู่ในดวงอาทิตย์ดวงเดิมนั้น ก็ไม่อาจจะอยู่ต่อไปได้ จึงเร่งทำความเพียรเจริญภาวนา เพื่อให้ได้ฌาน และหนีไปบังเกิดยังพรหมโลกชั้นสูง ซึ่งเป็นภพที่อานุภาพการทำลายไปไม่ถึง
         และเพราะเหตุที่มีดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นถึง 2 ดวง อุณหภูมิความร้อนในโลกจึงทวีขึ้นอย่างมากมาย ส่งผลให้บนท้องฟ้าปราศจากเมฆและหมอก น้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ เหือดแห้ง น้ำที่ยังเหลืออยู่ในโลก มีเพียงน้ำในแม่น้ำ 5 สาย คือแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี มหิ และสรภู เท่านั้น มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ต่างล้มตายและไปบังเกิดในพรหมโลกทั้งหมด เพราะพากันเร่งรีบเจริญภาวนาเพื่อให้ได้ฌานกัน ทั้งนี้เพราะทราบล่วงหน้าว่าภัยร้ายแรงจะมาเยือน
         ก่อนที่โลกจะถูกทำลาย จะมีเทวดาประเภทหนึ่ง เรียกว่า โลกพยุหเทวดา นุ่งห่มด้วยผ้าสีแดง มาป่าวประกาศให้มนุษย์ทราบว่า อีกแสนปี ข้างหน้าโลกจะพินาศ รวมทั้งจักรวาล ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งปวง แม้กระทั่งภูมิของสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น จนถึงพรหมโลกชั้นที่ได้ปฐมฌาน และยังแนะนำต่อไปอีกว่า อย่าประมาทให้เร่งสร้างบุญกุศล เพื่อจะได้ไปเกิดในภูมิที่พ้นจากความพินาศนี้
        หลังจากที่เทวดานั้นมาประกาศให้มนุษย์ทราบแล้ว มนุษย์ต่างบังเกิดความสลดสังเวชใจ จึงเร่งสร้างบุญกุศล และบำเพ็ญภาวนากันจนได้ฌานสมาบัติ ตายแล้วไปบังเกิดในพรหมโลก เหล่าเทวดา และพรหมก็เช่นกัน ต่างเร่งเจริญภาวนาเพื่อจะได้ไปบังเกิดในภพภูมิที่ปลอดภัย ส่วนสัตว์ในอบายภูมิทั้งหลายเมื่อพ้นจากวิบากกรรมมาเกิดเป็นมนุษย์ และทราบเรื่องที่เทวดามาประกาศ ก็เร่งสร้างบุญกุศลและเจริญภาวนาเช่นกัน คงเหลือเพียงผู้ที่มีมิจฉาทิฏฐิที่ไม่เร่งสร้างบุญกุศล เมื่อโลกถูกทำลายจึงไปบังเกิดใน ภพภูมิเดิมของจักรวาลอื่นที่ยังไม่ถูกทำลาย
         หลังจากนั้นมาอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 3 ปรากฏขึ้น และด้วยอานุภาพความร้อนแรงที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้น้ำที่เคยเหลืออยู่ในแม่น้ำทั้ง 5 นั้น เหือดแห้งไปจนหมดสิ้น ต่อมาปรากฏมีดวงอาทิตย์ดวงที่ 4 ความร้อนแรงยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทับทวี จนกระทั่งทำให้น้ำในสระใหญ่บริเวณป่าหิมพานต์ซึ่งละลายมาจากหิมะ แห้งหายจนหมดสิ้น น้ำในมหาสมุทรของจักรวาลเริ่มแห้งขอดลง
         หลังจากนั้น ดวงอาทิตย์ดวงที่ 5 ก็บังเกิดขึ้น ถึงตรงนี้ น้ำในมหาสมุทรต่างๆ เหือดแห้งจนหมดสิ้น และเมื่อดวงอาทิตย์ดวงที่ 6 ปรากฏ อานุภาพของความร้อนจึงทำให้แผ่นดินและภูเขาไม่หลงเหลือ ธาตุน้ำอยู่เลย ทำให้ไม่สามารถคงสภาพเดิมไว้ได้ กลายเป็นผงฝุ่นฟุ้งไปทั่วทั้งโลก
           ต่อจากนั้นดวงอาทิตย์ดวงที่ 7 ก็ปรากฏขึ้น ด้วยความร้อนแรงที่ไม่มีประมาณ ทำให้โลกธาตุทั้งแสนโกฏิจักรวาลลุกเป็นไฟขึ้นพร้อมกัน เกิดการระเบิดเสียงดังสนั่นกึกก้องกัมปนาท ยอดเขาพระสุเมรุอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา และดาวดึงส์ถอนหลุดออกจากที่ แล้วแตกแยกย่อยกระจัดกระจายสูญหายไปในอากาศ
            สำหรับเปลวไฟที่เผาทำลายโลกและจักรวาลนี้ จะเริ่มที่

โลกมนุษย์ก่อน จากนั้นจึงลุกลามไปยังเทวโลกทุกชั้น

ตามลำดับ

 และเลยไปถึงพรหมโลกชั้นต้น ซึ่งเป็นพรหมที่ได้

ปฐมฌาน ได้แก่

 พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา และมหาพรหมมา

 ไฟนี้จะไหม้

อยู่เป็นเวลาที่ยาวนานมาก จนกระทั่งไม่มีสิ่งใดหลง

เหลือ ไฟจึง

มอดดับลงในพรหมโลกชั้นนี้ หลังจากไฟมอดดับไป

แล้ว จักรวาล

เหลือเพียงอากาศว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดๆ บังเกิดความมืด

มิดขึ้นทั่ว

ทั้งจักรวาลเป็นเวลายาวนาน

        จะเห็นได้ว่า ไฟบรรลัยกัลป์จะทำลายภพภูมิต่างๆ 14 ภพภูมิ ด้วยกันคือ
1. ภพอบายทั้ง 4 ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย ดิรัจฉาน
2. ภพมนุษย์
3. ภพสวรรค์ทั้ง 6 ได้แก่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตา นิมมานรดี และ ปรนิมมิตวสวัตดี
4. ภพของพรหมที่ได้ปฐมฌาน 3 ได้แก่ พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา และมหาพรหมา
วันนี้น้องกิ๊กก๊อกคิดว่า...ความรู้เรื่องนี้ เรารู้ไว้บ้าง ดังคำโบราณที่ว่า.. รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม แต่เป็นเรื่อง ในพระไตรปิฎก ที่ควรรู้กันบ้าง จะได้ไม่ประมาทในชีวิต เตรียมตัว เตรียมใจสร้างบุญ สร้างกุศลไว้ ในขณะยังเป็นมนุษย์มีชีวิต..และมีกำลังเรี่ยวแรง จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง ถ้าเราทำความดี อย่างน้อยผลของความดีนั้นเราก็จะได้ในปัจจุุบัน....
ครั้งต่อไปจะนำเรื่องน้ำบรรลัยกัลป์มาเล่าให้อ่านนะเจ้าค่ะ 


วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2561




เกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้  

ตอนที่ 1

            
                 ช่วงนี้ภัยพิบัติ ทำไมเกิดขึ้นกับโลกเราเยอะเหลือเกิน แทบทั่วโลก    มันบ่งบอกถึงอะไรกันนะ  ญี่ปุ่นจะโดนหนักหน่อย  ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก หากจะพูดตามหลักพระพุทธศาสนา ภัยพิบัติเหล่านี้จะเกิดขึ้นด้วยแรงกรรมของมนุษย์   ไม่ว่าจะเป็นแรง โลภะ  โทสะ  และโมหะ  ก็จะส่งผลทั้งน้ำท่วม  ไฟไหม้  และพายุ ซึ่งช่วงนี้ อเมริกาโดนพายุเฮอริเคน ด้วย ทอร์นาโดด้วย และยังจะก่อตัวเพิ่มขึ้นอีก เป็น 10 ลูกเลยนะ    ...น้องกิ๊กก๊อก มานั่งคิดดู  ลองไล่เรียงดูคร่าว ๆ ดังนี้  

               ที่ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 7 ก.ค. 2561  เกิดเหตุ น้ำท่วมจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก พายุฝนฟ้าคะนองในจังหวัดฟุกุโอกะ จังหวัดซางะ และจังหวัดนางาซากิ” โดยทางการญี่ปุ่นสั่งอพยพประชาชนประมาณ 2 ล้านคน ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับน้ำท่วมไหลหลากและระดับน้ำที่สูงขึ้นจนประชาชนในบางพื้นที่ต้องอาศัยบนหลังคาบ้านเป็นที่พักพิงระหว่างรอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

                       
                       
      


                 กลางเดือน กรกฎาคม  ญี่ปุ่นเกิดปรากฏการณ์คลื่นความร้อนปกคลุมทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส และสูงสุดอยู่ที่ 41.1 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ถึงขนาดมีผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศร้อนจัดอย่างน้อย 77 รายและ อีกกว่า 22,000 คน ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจากอาการลมแดด โดยเกือบครึ่งเป็นผู้สูงอายุ  ญี่ปุ่นประกาศภัยพิบัติจากความร้อนนี้ 

                   29 ก.ค. 2561 เกิดเหตุไฟป่า ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา  ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนและแล้งจัด ประกอบกับกระแสลมแรง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “พายุทอร์นาโดไฟ” ขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นเปลวไฟก่อตัวสูงขึ้นในอากาศ บิดม้วนเป็นเกลียวคล้ายพายุงวงช้าง  ไฟป่านี้ทำให้พื้นที่ป่าถูกทำลาย 2  ล้าน ไร่  ไฟป่าลุกลามไปถึงเมืองตากอากาศของกรีซ  คนตาย 70 คน


                     แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย  ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2561 กับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.4 บนเกาะลอมบอก ทางภาคกลางตอนล่างของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม หลังจากนั้น เกิดแผ่นดินไหวตามหรืออาฟเตอร์ช็อกแล้วไม่ต่ำกว่า 60 ครั้ง สำหรับยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่อย่างน้อย 16 คน นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 160 คน อาคารบ้านเรือนพังเสียหายหลายพันหลัง ซึ่งผลจากแผ่นดินไหวครั้งนี้  และมีเหตุการณ์อื่น ๆ อีกหลายที่  ฯลฯ 

                     นอกจากนี้ยังมีพายุโซนร้อนเซินติญ   พายุมังคุด (กำลังถล่มเอเซีย) และเฮอร์ริเคน ทอร์นาโด  (กำลังถล่มอเมริกา) และ กำลังก่อตัวอีกเป็น 10 ลูก   ถ้าเรามาศึกษาเรื่องพายุ  เราคงไม่ได้ประโยชน์เท่าไหร่  น้องกิ๊กก๊อกว่า   เราควรมาศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาดีกว่า   เพราะเรื่องเหล่านี้น่าจะเกี่ยวกับบุญ บาป และผลของวิบากกรรม ซึ่งสาเหตุมาจากสภาพจิตใจของมนุษย์ชาติ  น้องกิ๊กก๊อกไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวร้ายกับประเทศดังกล่าว  แค่ต้องการยก case  ของภัยธรรมชาติมาให้ดูกันเท่านี้เจ้าค่ะ 
                     
                     เรามาดูวิวัฒนาการของการเกิดและการเสื่อมของโลกกัน   โลกมีวิวัฒนาการ 4 ช่วงเวลาด้วยกันคือ 
                     1.เป็นช่วงที่กำลังเจริญ  พัฒนามาจากความเสื่อม จนเจริญขึ้นเรื่อย ๆ 
                     2.เป็นช่วงที่เจริญถึงขีดสุด  แล้วเริ่มคงตัวอยู่ไประยะหนึ่ง
                    3.เป็นช่วงเริ่มเสื่อมลงจากเดิม โดยมีสาเหตุการเสื่อม 3 อย่าง คือ  เสื่อมเพราะไฟ  เสื่อมเพราะน้ำ  เสื่อมเพราะลม 
                   4.เป็นการเสื่อมสลายถึงที่สุด  และอยู่ในสภาพที่รอเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง 
                    เราอยู่ในช่วงไหน  น้องกิ๊กก๊อก ฟันธงไม่ได้... แต่ที่อ่านในพระไตรปิฎก   วิวัฒนาการของโลกนั้นจะถูกทำลายไปด้วยความร้อน คือไฟ  ...น้ำ  ...และลม  ลักษณะความร้อนที่ทำลายโลกนี้ได้ ไม่ใช่แค่ไฟธรรมดา  แต่เป็นไฟ หรือความร้อนระดับดวงอาทิตย์หลาย ๆ ดวง  ในพระไตรปิฎก จะบอกว่ามีถึงพระอาทิตย์ 7 ดวงด้วยกัน จะเป็นความร้อนมหาศาล  จะทำลายสิ่งมีชีวิตในโลกนี้หมดไปในทันที  ตอนนี้มีพระอาทิตย์ดวงเดียวก่อน กว่าจะเพิ่มเป็น 2 ดวง 3 ดวง ฯลฯ จนถึง 7 ดวง น้องกิ๊กก๊อกคาดว่า..คงอีกยาวนาน กว่าโลกจะร้อนขนาดนั้น 
                แต่ในปัจจุบันบางครั้งเรายังมีความรู้สึกว่าโลกของเรานั้น มีความร้อนผิดปกติ เพราะมีหลายสาเหตุประกอบกันที่ทำให้โลกเกิดความร้อน ที่ไม่ใช่เกิดจากกฎของธรรมชาติ แต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ไม่ว่าจะเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม การเผ่าไหม้รถยนต์  ทำลายธรรมชาติ เป็นต้น
              โลกของเราเริ่มร้อนขึ้นทุกวัน ๆ ความร้อนที่เกิดขึ้นเพราะราคะ  ร้อนเพราะโทสะ ร้อนเพราะโมหะ ภายในจิตใจของมนุษย์นั้นต่างหากคือรากเหง้าแห่งวันสิ้นโลกโดยแท้..ตราบใดที่ยังมีไฟคือความร้อนเหล่านี้อยู่ ตราบน้้นวันสิ้นโลกย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้

             
              เมื่อโลกพินาศ แตกดับไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกมืดมน สิ่งมีชีวิตจะเริ่มมาจากชั้นอาภัสสรพรหม ซึ่งก่อนที่โลกจะแตกดับ พวกเขาเคยเป็นมนุษย์ ได้สร้างบุญกุศล  รักษาศีล และเจริญภาวนา  เมื่อตายไปอยู่ในชั้นอาภัสสรพรหม มีสภาพเป็นกายทิพย์ มีฤทธิ์ทางใจ มีปีติเป็นอาหาร รัศมีแผ่ซ่านออกจากกาย ไม่มีเพศหญิง มีเพศเดียว ไม่มีราคะ ต่อเมื่อไปกินง้วนดิน  จึงเริ่มที่จะมีกิเลส มีความโลภ และทำให้มีเพศขึ้นมาใหม่ 
              

                (โปรดติดตาม....ตอนที่ 2 น้องกิ๊กก๊อกจะนำเรื่องไฟบรรลัยกัลป์มาฝากทุกท่าน ๆ เน้อ )

โคราชรับบริจาค 58 ล้าน  ช่วยแล้วคนเจ็บ-เสียชีวิต 9.1 ล้านบาท พล.ร.อ.ปวิตร รุจิเทศ เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีทำบุญงานรวมดวงใจ...